Day: March 24, 2021

7 กลุ่มโรคที่ควรฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19
ประชาสัมพันธ์

7 กลุ่มโรคที่ควรฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19

7 กลุ่มโรคที่ควรฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19

เรื่องโดย ปัญจวรา บุญสร้างสม Team Content www.thaihealth.or.th

ข้อมูลบางส่วนจาก นพ.ทักษพล ธรรมรังสี ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) และเว็บไซต์กรมควบคุมโรค

ภาพโดย ปารมี ขันธ์แก้ว Team Content www.thaihealth.or.th สสส. และแฟ้มภาพ

7 กลุ่มโรคที่ควรฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นั้น  เป็นสถานการณ์ที่สร้างผลกระทบต่อเนื่องให้กับสังคมมาอย่างยาวนาน สิ่งหนึ่งที่เปรียบเสมือนความหวังของคนทั่วโลกรวมทั้งคนไทย ที่จะเข้ามาช่วยทำให้สถานการณ์ดีขึ้น นั่นคือ วัคซีนป้องกันโควิด-19

ขณะนี้ประเทศไทยได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 เข้ามาแล้ว รวมทั้งได้เริ่มทำการฉีดให้กับ 4 กลุ่มนำร่องที่มีความจำเป็นจะต้องได้รับวัคซีนก่อน ประกอบด้วย บุคลากรด่านหน้าและบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ที่มีโรคประจำตัว ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมโรค เนื่องจากกลุ่มคนเหล่านี้เป็นกลุ่มที่มีโอกาสเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อ หรือหากได้รับเชื้อแล้ว มีโอกาสติดเชื้อรุนแรงได้

7 กลุ่มโรคที่ควรฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19 thaihealth

ในส่วนของกลุ่มบุคคลที่มีโรคประจำตัว ซึ่งถือเป็นกลุ่มนำร่องที่จะได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ก่อน ประกอบด้วย กลุ่มผู้ป่วยโรคต่าง ๆ ดังนี้

1. โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง

2. โรคหัวใจและหลอดเลือด

3. โรคไตวายเรื้อรัง

4. โรคหลอดเลือดสมอง

5. โรคอ้วน

6. โรคมะเร็ง

7. โรคเบาหวาน

ซึ่งกลุ่มโรคเหล่านี้เป็นกลุ่มโรค NCDs (Non-Communicable diseases) หรือกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค ไม่สามารถติดต่อได้ผ่านการสัมผัส คลุกคลี หรือติดต่อ ผ่านตัวนำโรค (พาหะ) หรือสารคัดหลั่งต่างๆ แต่เป็นโรคที่เกี่ยวกับนิสัยหรือพฤติกรรมการดำเนินชีวิต ซึ่งโรคกลุ่มนี้จะค่อยๆสะสมอาการ ค่อยเกิด ค่อยทวีความรุนแรง และเมื่อมีอาการของโรคแล้วจะเกิดการเรื้อรังของโรคตามมาด้วย หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและทันเวลา จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อการดำเนินชีวิตของผู้ป่วยและคนรอบข้าง ซึ่งผู้ที่มีโรคประจำตัวในกลุ่มนี้ หากติดเชื้อ COVID-19 จะทำให้มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนและอาการรุนแรงมากกว่าปกติ

7 กลุ่มโรคที่ควรฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19 thaihealth

นพ.ทักษพล ธรรมรังสี ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) กล่าวว่า การจัดสรรการได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19  เพื่อป้องกันภาวะอาการรุนแรงและเสียชีวิต จะจัดสรรตามกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยหนักและเสียชีวิต ร่วมกับกลุ่มที่มีความเสี่ยงได้รับเชื้อสูง เนื่องจากมีโอกาสสัมผัสกับผู้คนจำนวนมาก โดยสิ่งที่ต้องปฏิบัติก่อนการรับวัคซีน คือ ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีน และปรึกษาแพทย์ก่อนทำการฉีด หากมีอาการเจ็บป่วย ยังไม่ควรทำการฉีด ส่วนการปฏิบัติตัวหลังได้รับวัคซีน ก็คือ การปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและควบคุมโรคตามปกติ โดยการสวมหน้ากาก ล้างมือบ่อย ๆ รวมทั้งการเว้นระยะห่าง เพราะถึงแม้จะได้รับวัคซีนแล้ว แต่ก็มีโอกาสแพร่เชื้อและรับเชื้ออยู่ เพราะประสิทธิภาพของวัคซีนที่วัดผลได้ในขณะนี้ คือ สามารถรลดโอกาสเจ็บป่วยและเสียชีวิต แต่ยังไม่สามารถวัดผลในเรื่องลดโอกาสในการติดเชื้อได้ ซึ่งขณะนี้อยู่ในกระบวนการพัฒนาต่อยอดต่อไปในอนาคต เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสุงสุดในการป้องกันและควบคุมโรค ดังนั้น สิ่งที่จะช่วยป้องกันโรคโควิด-19 ได้ดีที่สุด คือ หลัก 4 เสา ประกอบด้วย วัคซีน การล้างมือ การสวมหน้ากาก และการเว้นระยะห่างทางสังคม

นพ.ทักษพล ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในส่วนของอาการข้างเคียงหลังได้รับวัคซีน สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ ผลข้างเคียงที่ไม่ได้เกิดจากวัคซีน และผลข้างเคียงที่เกิดจากวัคซีน  ในส่วนของผลข้างเคียงที่ไม่ได้เกิดจากวัคซีนนั้น มักเกิดจากความวิตกกังวล ความเครียด หรือสภาพจิตใจของผู้รับวัคซีน เช่น เป็นลม  ส่วนผลข้างเคียงที่เกิดจากวัคซีนนั้น อาจพบได้ แต่มักจะพบในระดับที่ไม่รุนแรง ซึ่งถือเป็นข่าวดีว่า ร่างกายของเราตอบสนองกับวัคซีน เช่น ปวดเมื่อย หรือมีไข้ต่ำ ๆ แต่สิ่งที่ต้องระวัง คือ กลุ่มที่มีอาการแพ้รุนแรง ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นทันที ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การรอสังเกตอาการเป็นเวลา 30 นาทีหลังฉีด ซึ่งจะทำให้สามารถทำการรักษาได้ทัน

ทั้งนี้ ขอให้คนไทยทุกคนเชื่อมั่นในคุณภาพของวัคซีน ซึ่งแต่ละชนิดมีประสิทธิภาพและกลุ่มเป้าหมายแตกต่างกัน ขอให้ทุกคนอดใจรอ และช่วยกันปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและควบคุมโรค อย่างการสวมหน้ากาก ล้างมือ และเว้นระยะห่างทางสังคม เพื่อพาสังคมไทยกลับสู่สภาวะปกติไปด้วยกัน นพ.ทักษพล กล่าว

7 กลุ่มโรคที่ควรฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19 thaihealth

การปฏิบัติตัวก่อนฉีดวัคซีน

1. หากมีโรคประจำตัวเรื้อรัง แพ้ยาหรือวัคซีน ต้องแจ้งแพทย์ก่อน

2. ไม่รับประทานยาแก้ไข้หรือแก้ปวดก่อนฉีดวัคซีน

3. แจ้งยาที่รับประทานอยู่ให้แพทย์ทราบ

การปฏิบัติตัวหลังฉีดวัคซีน

1. สังเกตอาการข้างเคียง 30 นาที ก่อนกลับบ้าน

2. เมื่อกลับถึงบ้านหากมีอาการข้างเคียงเล็กน้อย เช่น มีผื่น มีไข้ต่ำ ๆ หลังได้รับวัคซีนครึ่งชั่วโมงถึง 2 ชั่วโมง อาการจะค่อย ๆ ลดลง แต่ถ้ามีไข้สูงมาก ให้รีบไปพบแพทย์ หรือโทร 1669

3. หลังฉีดวัคซีน 3 วัน โอกาสแพ้และผลข้างเคียงจากวัคซีนจะน้อยมาก ควรสังเกตอาการให้ครบ 30 วัน

7 กลุ่มโรคที่ควรฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19 thaihealth

แม้เราจะยังไม่รู้ว่าโรคโควิด-19 จะสิ้นสุดลงเมื่อใด แต่ขอให้คนไทยทุกคนเชื่อมั่นว่า เราจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกัน สสส. จะขอทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการส่งต่อและประชาสัมพันธ์ข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและควบคุมโรค รวมทั้งการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง สร้างสังคมไทยให้ปลอดภัยและเป็นสังคมแห่งสุขภาวะอย่างยั่งยืน

เหนือสิ่งอื่นใด การดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอนับเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายของเราได้ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว พักผ่อนให้เพียงพอ ลดพฤติกรรมเสี่ยง ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มสุรา เพียงเท่านี้ก็ถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดให้แก่ร่างกายแล้ว

เติมเต็มสิทธิสตรี หยุดใช้ความรุนแรง
ประชาสัมพันธ์

เติมเต็มสิทธิสตรี หยุดใช้ความรุนแรง

เติมเต็มสิทธิสตรี หยุดใช้ความรุนแรง

เรื่องโดย ฉัตร์ชัย นกดี Team Content www.thaihealth.or.th

ภาพโดย ชยวี ลิ้มถาวรรักษ์ Team Content www.thaihealth.or.th

เติมเต็มสิทธิสตรี หยุดใช้ความรุนแรง

“สาวสุดช้ำถูกสามีบังคับขายตัว ทำร้ายร่างกาย” “สาวโพสต์รูปตัวเองถูกทำร้าย ใบหน้าปูดบวม” “หนุ่มง้อขอคืนดีไม่สำเร็จ บุกซ้อมสาวกลางออฟฟิศ” นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของข่าวความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับผู้หญิง บางรายถูกทำร้ายร่างกาย บางรายถึงขั้นถูกฆ่าตาย

เนื่องในวันสตรีสากล ซึ่งตรงกับวันที่ 8 มีนาคมของทุกปี ถูกกำหนดขึ้นเพื่อสร้างความตระหนัก และชี้ให้เห็นถึงบทบาทความสำคัญของผู้หญิงทั่วโลก รวมไปถึงป้องกันและขจัดปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงให้หมดสิ้นไป เช่นนั้นแล้วปัญหาสิทธิสตรีในสังคมไทย ณ ปัจจุบันเป็นอย่างไร มีเรื่องอะไรที่ต้องแก้ไขบ้าง เราลองไปดูพร้อมกันเลย

“ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว โดยเฉพาะการใช้ความรุนแรงกับผู้หญิง มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย แต่ปัจจัยหลักที่พบคือ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะช่วงโควิด-19 พบว่าผู้หญิงซึ่งมีบทบาทเป็นทั้งแม่และเมีย หลายรายถูกทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ” เป็นมุมมองของ “นางสาวรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ” รักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส.

เติมเต็มสิทธิสตรี หยุดใช้ความรุนแรง thaihealth

นางสาวรุ่งอรุณ บอกว่า ความรุนแรงในครอบครัวที่ผู้หญิงและเด็กได้รับ มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย แต่ปัจจัยหลักที่พบคือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มักจะเป็นปัจจัยร่วมสำคัญ โดยเฉพาะช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทุกคนอยู่บ้าน จนอาจทำให้เกิดปัญหาทางการเงิน ขาดรายได้ เมื่อมีปัญหาก็เริ่มมีการใช้ความรุนแรง ฝ่ายที่ถูกกระทำก็จะเริ่มเกิดความกลัว กระทบจิตใจและปัญหาก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันในต่างประเทศก็มีรายงานสถิติการหย่าร้าง ที่เพิ่มขึ้นในช่วงโควิด-19 ด้วย

นางสาวรุ่งอรุณ ระบุว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นต้นตอของปัญหาสำคัญใน 4 มิติ ได้แก่

1.  ด้านสุขภาพ ทำลายระบบภูมิคุ้มกัน เพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อในปอด เสี่ยงติดโควิดถึง 2.9 เท่า

2.  ด้านอุบัติเหตุทางถนน กว่าร้อยละ 20 ของอุบัติเหตุทางถนน เกิดจากการ “ดื่มแล้วขับ” และจะเพิ่มสูงถึงร้อยละ 40 ในช่วงเทศกาล

3.  ด้านเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ 90,000 ล้านต่อปี

4.  ด้านความรุนแรงในครอบครัว ที่มีทั้งผู้หญิงและเด็กที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในครอบครัว

เติมเต็มสิทธิสตรี หยุดใช้ความรุนแรง thaihealth

ด้าน “นางสาวจรีย์ ศรีสวัสดิ์” หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมภาคีเครือข่าย มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ให้ข้อมูลว่า จากสถิติความรุนแรงในครอบครัวในรอบครึ่งปี 2563 โดยการรวบรวมข่าวจากหนังสือพิมพ์ 10 ฉบับ ตั้งแต่เดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 มีการนำเสนอข่าวความรุนแรงในครอบครัวสูงถึง 350 ข่าว ในจำนวนนี้มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยกระตุ้น

แบ่งเป็นข่าวการฆ่ากันตาย 201 ข่าว คิดเป็นร้อยละ 57.4 ข่าวการทำร้ายกัน 51 ข่าว คิดเป็นร้อยละ 14.6 ข่าวการฆ่าตัวตาย 38 ข่าว คิดเป็นร้อยละ 10.9 ข่าวความรุนแรงทางเพศของบุคคลในครอบครัว 31 ข่าว คิดเป็นร้อยละ 8.9 ข่าวการตั้งครรภ์ไม่พร้อม 10 ข่าว คิดเป็นร้อยละ 2.9

นางสาวจรีย์ กล่าวต่อว่า เมื่อเปรียบเทียบข่าวความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดขึ้นในรอบครึ่งปี 2563 เทียบกับปี 2561 สูงขึ้นร้อยละ12 และปี 2559 สูงกว่าถึงร้อยละ 50 โดยในรอบครึ่งปี 2563 ข่าวอันดับ 1 ยังเป็นข่าวการฆ่ากันในครอบครัว เป็นข่าวสามีกระทำต่อภรรยาสูงถึง 65 ข่าว โดยมีมูลเหตุมาจากหลายปัจจัย ทั้งหึงหวง ระแวงว่าจะนอกใจ ขัดแย้งเรื่องเงิน ทรัพย์สิน ปัญหาธุรกิจ โมโหที่ภรรยาขัดใจ ความเครียด เมาเหล้า ติดยาเสพติด รวมถึงมีอาการป่วย

ข่าวภรรยากระทำต่อสามี 9 ข่าว มีมูลเหตุมาจากถูกสามีทำร้ายร่างกายก่อน ความขัดแย้ง แค้นสามีนำเงินไปซื้อเหล้า หรือถูกสามีข่มขู่ ยิ่งไปกว่านั้นพบข่าวความรุนแรงทางเพศจากคนในครอบครัวสูงถึง 31 ข่าว เป็นข่าวการถูกข่มขืนโดยคนในครอบครัวสูงถึง 30 ข่าว และข่าวการอนาจารโดยคนในครอบครัว 1 ข่าว

เติมเต็มสิทธิสตรี หยุดใช้ความรุนแรง thaihealth

สำหรับทางออกของปัญหา เพื่อหยุดการใช้ความรุนแรงต่อสตรีคือ ต้องสร้างวิธีคิดใหม่ ดังนี้

1. เรื่องครอบครัวเป็นเรื่องของทั้งพ่อและแม่ ทั้งการเลี้ยงลูก การทำงานบ้าน ต้องมีส่วนร่วมในการทำหน้าที่ไม่ปล่อยให้เป็นภาระของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เมื่อเกิดปัญหาต้องพูดคุยหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน

2. หน่วยงานภาครัฐต้องประชาสัมพันธ์ ช่องทางการให้ความช่วยเหลือที่เป็นมิตร ผู้ประสบปัญหาสามารถขอความช่วยเหลือได้

3. หน่วยงานภาครัฐควรสร้างทางเลือกการมีอาชีพมากขึ้น โดยเฉพาะผู้หญิงที่ตกงานให้พึ่งตนเองได้

4. คนในสังคมไม่นิ่งเฉยต่อปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ไม่มองว่าเป็นเรื่องส่วนตัว เรื่องในครอบครัว เมื่อพบเห็นเหตุการณ์ต้องแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อระงับเหตุได้ทัน

น.ส.เอ (นามสมมุติ) เล่าให้ฟังว่า ทำงานเป็นพนักงานเย็บผ้าโรงงาน ช่วงสถานการณ์โควิด–19 ได้รับผลกระทบถูกลดเวลาทำงานล่วงเวลาจนเงินไม่พอใช้ บางวันต้องเอาข้าวบูดที่เหลือมาล้างน้ำ อุ่นให้ลูกกินประทังชีวิต ส่วนสามีกินเหล้าทุกวันพอเมาก็จะทุบตี ด่าทอด้วยคำที่หยาบคาย ทำลายข้าวของ อยากฝากถึงหัวหน้าครอบครัว อยากให้ดูแลครอบครัวให้ดี มีปัญหาอะไรก็ปรึกษาหารือช่วยกันแก้ไข เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความรุนแรงในครอบครัวตามมา

เติมเต็มสิทธิสตรี หยุดใช้ความรุนแรง thaihealth

จะเห็นได้ว่าผู้หญิงจำนวนมาก ยังคงตกเป็นเหยื่อของการถูกทำร้ายร่างกาย ถูกเอารัดเอาเปรียบทางเพศ ดังนั้นเนื่องในโอกาสวันสตรีสากลประจำปี 2564 สสส. ขอร่วมรณรงค์ส่งเสริมและปกป้องสิทธิสตรี หยุดการใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิงทุกรูปแบบ พร้อมเติมเต็มสิทธิสตรีให้สมบูรณ์ เพื่อสร้างสังคมไทยให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น

Contact Us

กองบัญชาการกองทัพบกถนนราชดำเนินนอก แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200

Tel: 0-2241-0404 Fax: 0-2280-2363

notice@rta.mi.th


11861718316439118617183164391186171831643911861718316439118617183164391186171831643911861718316439

Where are we?

Maps

Total Visitors

1018266