Day: May 25, 2021

ประชาสัมพันธ์

เรื่องวัคซีนโควิด-19 หมอขอตอบ

เรื่องวัคซีนโควิด-19 หมอขอตอบ

ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 การฉีดวัคซีนนับเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญ และเป็นความหวังในการที่จะตั้งรับต่อสู้ กับการระบาดที่เกิดขึ้น ซึ่งตามแผนการฉีดวัคซีนของประเทศไทย จะเริ่มฉีดวัคซีนระยะที่ 2 ในกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป (ผู้ที่เกิดก่อน 2504)   และผู้ป่วย 7 กลุ่มโรค ประกอบด้วย 1.โรคทางเดินหายใจเรื้อรังรุนแรง 2.โรคหัวใจและหลอดเลือด 3.โรคหลอดเลือดสมอง 4.โรคไตเรื้อรัง 5.โรคมะเร็งทุกชนิด 6.โรคเบาหวาน และ7.โรคอ้วน โดยจะเริ่มฉีดวัคซีนในวันที่ 7 มิ.ย. – 31 ก.ค.64

คำถามเกี่ยวกับวัคซีนโควิด-19 ทั้งข่าวลือข่าวจริง สร้างความสับสนให้กับสังคม ซึ่งผู้ที่ให้คำตอบได้ชัดเจนและถูกต้องแน่นอน คงหนีไม่พ้นคุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีน และนับเป็นเรื่องที่น่ายินดี เมื่อเร็วๆ นี้มีการเสวนาส่งเสริมความรู้เรื่องวัคซีนโควิด-19 ให้กับเครือข่ายสถานีวิทยุคนไทยหัวใจฟู จัดโดยกลุ่มคนตัว D โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อเป็นกระบอกเสียงสุขภาวะ สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับการป้องกันโควิด-19 แก่ประชาชน

นายแพทย์นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ อธิบายปูพื้นฐานความรู้เรื่องวัคซีนว่า วัคซีนคือสิ่งที่จะมาช่วยให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคนั้นๆ และเราคุ้นเคยกับวัคซีนกันมาตั้งแต่เด็ก แม้กระทั่งเราเป็นพ่อเป็นแม่ เราก็พาลูกไปฉีดวัคซีน เพียงแต่ปกติเราไม่ได้รับรู้กระบวนการวิจัยพัฒนาวัคซีนมาก่อน หรือไม่รู้ที่มาที่ไปอย่างละเอียดเท่ากับวัคซีนโควิด-19 แต่ก็ถือเป็นโอกาสดีที่คนไทยจะได้เรียนรู้เรื่องของวัคซีน เพื่อให้มีความเข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น

นายแพทย์นคร กล่าวว่า ตัววัคซีนจุดประสงค์ก็เพื่อที่จะสร้างให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกัน ที่จำเพาะกับโรคนั้นๆ เช่นถ้าเป็นโรคโควิด-19 ก็ต้องมีภูมิคุ้มกันจำเพาะของโรคโควิด-19 ดังนั้นการที่จะทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันจำเพาะต่อโรคโควิด-19 ได้ ก็ต้องทำให้ร่างกายรู้จักกับเชื้อ ว่าหน้าตามันเป็นอย่างไร หรือรู้ส่วนสำคัญของเชื้อที่จะเข้าสู่ร่างกายคือส่วนไหน เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันไปจัดการกับเชื้อตัวนั้น

“ปกติเราจะใช้เวลา 5-10 ปี ในการวิจัยพัฒนาวัคซีนขึ้นมา แต่วัคซีนโควิด-19 กลับใช้เวลาแค่ประมาณ 8 เดือนเท่านั้น ก็มีวัคซีนตัวแรกออกมา ซึ่งถือว่ารวดเร็วมาก อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเร่งรัดการผลิตวัคซีนโควิดก็ห้ามข้ามขั้นตอน ต้องทำตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก” นายแพทย์นคร ระบุ

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีน ยกตัวอย่างเปรียบเทียบการฉีดวัคซีนกับการขับรถยนต์ว่า “เหมือนการคาดเข็มขัดนิรภัยตอนขับรถ ซึ่งทุกคนจะมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บรุนแรง และเสียชีวิตลดลงเหมือนกัน และถ้าในรถมีการป้องกันเสริมที่ดี เช่น มีถุงลมนิรภัย มีระบบเบรกที่ดี มีโครงสร้างของรถแข็งแรง ก็เหมือนเราสวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือ และเว้นระยะห่างนั่นเอง ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้ ทำให้โดยรวมแล้วเราจะปลอดภัย

แต่หากว่าปัจจัยที่ทำให้เสียชีวิตจากการขับรถ คือความเร็วและสิ่งที่ชนปะทะ ซึ่งถ้าขับมาเร็วแรง เมื่อชนอย่างแรง ก็มีโอกาสบาดเจ็บรุนแรง หรือเสียชีวิต ต่อให้มีอุปกรณ์ป้องกันดีขนาดไหน เช่นเดียวกับวัคซีน ถ้าฉีดแล้วแต่เราเข้าไปในสถานที่เสี่ยง มีเชื้อโควิดมาก อากาศไม่ถ่ายเท พบเชื้อได้บ่อย ขณะที่วัคซีนมีประสิทธิภาพเท่าเดิม แต่ถ้าเราเพิ่มความเสี่ยงตัวเองมากขึ้น ก็มีโอกาสที่จะป่วยโควิดได้เหมือนกัน”

ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ฝากข้อคิดทิ้งท้ายว่า

  1. แม้จะฉีดวัคซีนไปแล้ว ก็ยังต้องคงมาตรการต่างๆ อย่าเพิ่งรู้สึกว่าปลอดภัยแล้ว เราต้องไม่ประมาท ต้องเข้าใจว่าวัคซีนเป็นมาตรการเสริม ใช้ควบคู่กับมาตรการควบคุมโรคส่วนบุคคล
  2. ผู้ที่ฉีดวัคซีนไปแล้ว ยังสามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ เพราะต้องเข้าใจว่าวัคซีนที่เราฉีดตอนนี้ เน้นผลป้องกันการเจ็บป่วย แต่ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าป้องกันการติดโควิด ดังนั้นแม้จะฉีดวัคซีนแล้วแต่ถ้ามีเชื้ออยู่ในร่างกาย ก็สามารถแพร่เชื้อให้กับผู้อื่นได้
  3. จริงอยู่ว่าการฉีดวัคซีน เป็นความสมัครใจ แต่ถ้าเราอยากจะยุติการระบาดของโควิด ไปพร้อมๆ กัน เราต้องร่วมมือกันในการฉีดวัคซีน เช่นเดียวกับที่เราช่วยกันสวมหน้ากาก หมั่นล้างมือ และเว้นระยะห่างทางสังคม
  4. ถ้าทุกคนร่วมมือกัน ประเทศไทยจะถึงจุดที่ควบคุมได้ ไม่ต้องมาคอยกังวลกับการระบาดใหญ่ ผู้เสียชีวิตสูง โรงพยาบาลเต็ม เตียงไม่พอ ธุรกิจเปิดได้บ้างพอสมควร เศรษฐกิจหมุนเวียนไปได้บ้าง และกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงกับยามปกติ

ต้องยอมรับเวลานี้ว่าวัคซีนถือเป็นความหวัง ที่จะหยุดการแพร่ระบาดของโควิด อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญในการรับมือ คือการรักษาสุขภาพร่างกายและสุขภาพใจให้แข็งแรง สสส. ได้จัดทำ คู่มือวัคซีนสู้โควิด ฉบับประชาชน”

เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องวัคซีน ด้วยข้อมูลที่ถูกต้องทางการแพทย์ และมีความรู้ที่เพียงพอในการตัดสินใจเข้ารับการฉีดวัคซีน ดาวน์โหลดคู่มือ วัคซีนสู้โควิด (ฉบับประชาชน) ได้ที่ http://ssss.network/2uq08

ประชาสัมพันธ์

กิน ฟิต ติดบ้าน ต้านโควิด-19

กิน ฟิต ติดบ้าน ต้านโควิด-19

ในช่วงนี้ที่ไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด -19 หลายหน่วยงานอนุญาตให้พนักงานทำงานที่บ้าน เพื่อความปลอดภัยและหยุดการแพร่กระจายของโควิด-19 แต่ในขณะเดียวกันอาจส่งผลให้พฤติกรรมสุขภาพในการดำรงชีวิตประจำวันเปลี่ยนไป และอาจทำให้หลายคนเสี่ยงที่จะเป็นโรคกลุ่ม NCDs

กลุ่มโรค NCDs (Non-Communicable diseases) หรือ ชื่อภาษาไทยเรียกว่า กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เป็นผลจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน ผู้ที่มีโรคประจำตัวในกลุ่มโรค NCDs  หากติดเชื้อ COVID-19 จะทำให้มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนและอาการรุนแรงมากกว่าปกติ

ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์ ประธานเครือข่ายคนไทยไร้พุง และนายกสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย กล่าวว่า คนที่เสียชีวิตจากโควิด-19 ส่วนใหญ่คือคนที่มีโรคประจำตัวในกลุ่มโรค NCDs หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ซึ่งได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจ อัมพาต ไตเรื้อรัง และปอดเรื้อรัง ดังนั้น ผู้สูงอายุและผู้ที่มีกลุ่มโรค NCDs เป็นกลุ่มที่เสี่ยงมาก

“เราทุกคนเป็นคนปกติ แต่เมื่ออยู่ไปอยู่มาเราจะเสี่ยงได้ เพราะพฤติกรรม เมื่อเสี่ยงสักพักก็จะเป็นโรค และเมื่อเกิดโรค NCDs แล้ว จะมีโรคแทรกซ้อนตามมาเสมอ แล้วเมื่อมีโรคแทรกซ้อนมากๆในระยะสุดท้าย เราจะต้องมีคนมาช่วยดูแล แต่ NCDs สามารถป้องกันได้ เพราะถ้าเรายังปกติ เราควรจะป้องกันไม่ให้เราเป็นคนเสี่ยง ถ้ามีความเสี่ยงแล้วเราก็ต้องป้องกันไม่ให้เกิดโรคนั่นเอง”  ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี กล่าว

นอกจากนี้ อายุที่มากขึ้นและพันธุกรรม เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค NCDs เหมือนกัน แต่เราแก้ส่วนนี้ไม่ได้ ดังนั้น สิ่งที่เราสามารถทำได้ คือ การปรับวิถีชีวิตประจำวัน    ซึ่งเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเราเอง ได้แก่

1.อาหาร – กินปริมาณพอเหมาะ อ่อนหวาน มัน เค็ม มีผัก ผลไม้ทุกมื้อ เลือกบริโภคข้าวหรือแป้งขัดสีน้อย มีธัญพืชและถั่วทุกวัน รวมทั้งหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มผสมน้ำตาลและแอลกอฮอล์

2.กิจกรรมทางกาย – ออกกำลังกายหนัก ปานกลาง ครั้งละอย่างน้อย 30 นาที 5 วัน/สัปดาห์ เสริมด้วยการฝึกแรงต้านและยืดเหยียดกล้ามเนื้อก่อนและหลังออกกำลังกาย และเคลื่อนไหวร่างกาย 5-10 นาที ทุก 1-2 ชม.

3.การนอนหลับ – เข้านอนเป็นเวลา ประมาณ 22.00 น. และนอนวันละไม่น้อยกว่า 7 ชั่วโมง

4.ภาวะทางจิตใจและสังคม – ฝึกสมาธิ หาวิธีผ่อนคลายกับครอบครัว เพื่อนฝูง หรือคนสนิท

5.ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

6.ไม่สูบบุหรี่ ไม่อยู่ในที่ที่ไม่มีควันบุหรี่เป็นเวลานาน และคนในบ้านต้องไม่สูบบุหรี่ เพื่อป้องกันภัยจากควันบุหรี่มือสาม

เมื่อต้องใช้เวลาอยู่ที่บ้านมากขึ้น  เราจะกินอาหารและออกกำลังกายอย่างไร  หลายคนเริ่มเห็นความสำคัญในส่วนนี้  เพราะยุคนี้เรื่องสุขภาพเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งนัก จากไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ก็เริ่มหาแรงบันดาลใจและวิธีการที่สามารถทำได้ง่ายๆ ที่บ้าน จากเลือกกินอาหารที่ถูกปาก กลับต้องมานั่งคิดทบทวนว่าอาหารที่กินไปแต่ละมื้อ มีประโยชน์ต่อร่างกายมากน้อยแค่ไหน

ดร.สง่า ดามาพงษ์ ที่ปรึกษาเครือข่ายคนไทยไร้พุง และผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. แนะนำว่า การมีภูมิร่างกายที่ดี คือการมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ การสร้างภูมิต้านทานทำให้เราติดโควิดได้ยากขึ้น หรือเมื่อติดแล้วจะมีโอกาสรุนแรงและเสียชีวิตได้น้อยลง ดังนั้น อาหารและโภชนาการจะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ในระดับหนึ่ง  โดยสามารถปฏิบัติได้ง่ายๆ ดังนี้

1.เน้นกินอาหารไทยครบ 5 หมู่ ที่มีพริก ขิง กระชาย

2.พยายามหาโอกาสทำอาหารกินเองที่บ้าน

3.ถ้าจะสั่งอาหารนอกบ้านต้องให้ครบ 5 หมู่

4.สร้างสิ่งแวดล้อมในบ้านให้คนเข้าถึงอาหารว่างที่ดี เช่น  การปฏิวัติตู้เย็น และมีผลไม้พร้อมกินอยู่ในบ้าน

ด้าน ผศ.นพ.สมเกียรติ แสงวัฒนาโรจน์ กรรมการเครือข่ายคนไทยไร้พุง แนะนำว่า พฤติกรรม นั่งนอนมาก นั่นคือ กิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ ไม่ฟิต ติดเตียง หรือฟิตแต่ไม่สม่ำเสมอ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้สัมพันธ์กับการเพิ่มการนอนไอซียู และการเสียชีวิตจากโควิด-19 ดังนั้น ผศ.นพ.สมเกียรติ จึงเน้นย้ำว้า “ลดนั่ง เพิ่มยืนเดิน ไม่เพลินนั่งนอนกิน” สิ่งเหล่านี้จะเป็นพฤติกรรมสุขภาพที่จะช่วยสร้างภูมิต้านทานได้ด้วยตัวเราเอง

สิ่งที่ทุกคนต้องปฏิบัติในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 คือ สวมหน้ากาก ล้างมือบ่อย ๆ เว้นระยะห่างทางสังคม ไม่ปกปิดข้อมูล เพราะรางวัลที่ดีที่สุด คือสุขภาพดีขึ้นและห่างไกลโควิด -19 สสส. ร่วมกับเครือข่ายคนไทยไร้พุง และสมาคมโรคเบาหวานฯ ชวนคนไทย “ฟิตติดบ้านต้านโควิด-19”  ขอเชิญชวนทุกท่าน ร่วมกิจกรรมออนไลน์จัดต่อเนื่องรายสัปดาห์ ในช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2564 ได้แก่ ตัวเลขเบรกโรค,  ฟิตติดบ้าน, กินที่บ้านต้านโรค เป็นกิจกรรมที่ออกแนวสาระบันเทิงที่นำสู่การเรียนรู้สุขภาพ วิธีกิน วิธีอยู่ ที่ทำให้ร่างกายแข็งแรง ไม่เบื่อหน่ายกับการอยู่บ้าน

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง Facebook เครือข่ายคนไทยไร้พุง และสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย

Hot-News

ผบ.ทบ. ลั่นขบวนการนำแรงงานเถื่อนเข้าไทยเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสังคม

24 พ.ค.64 – พลโท สันติพงศ์ ธรรมปิยะ โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า พลเอกณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก ได้ประชุมออนไลน์กับผู้บังคับหน่วยทหารทั่วประเทศ เน้นย้ำให้นำข้อสั่งการและความห่วงใยของนายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยเฉพาะการสนับสนุนบุคลากรสายแพทย์ ให้กับหน่วยงานสาธารณสุข เพื่อการรักษาและการป้องกันรวมถึงการบริหารจัดการวัคซีนตามแนวทางของ ศบค. นอกจากนั้นยังได้เน้นย้ำการเตรียมความพร้อมการรับรายงานตัวเข้าประจำการของทหารใหม่ ในเดือน ก.ค. 64 ซึ่งหน่วยฝึกได้เตรียมการด้านสถานที่ บุคลากร ตามมาตรฐานการป้องกัน COVID-19 รวมถึงกำลังเตรียมแผนเรื่องการฉีดวัคซีนให้กับทหารใหม่เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันด้วย

สำหรับการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดในพื้นที่ชายแดน ผู้บัญชาการทหารบกกำชับให้ กองกำลังป้องกันชายแดนกองทัพบกดำเนินตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย หรือการนำพาแรงงานต่างด้าว เพราะถือว่าเป็นผู้ที่นำภัยคุกคามร้ายแรงเข้ามาทำร้ายสังคมไทย โดยดำเนินการควบคู่ไปกับการใช้กลไก กอ.รมน. จังหวัด ตรวจสอบและสกัดกั้นการโยกย้ายแรงงานข้ามจังหวัดเข้าสู่พื้นที่ตอนในอย่างเต็มศักยภาพ

นอกจากนี้ให้ประสานและร่วมกับส่วนราชการท้องถิ่นในการเฝ้าระวังและตรวจสอบโรคระบาดที่อาจปะปนมากับปศุสัตว์ตามแนวชายแดน ทั้งนี้ที่ผ่านมาการทำงานของกองกำลังป้องกันชายแดนในทุกภูมิภาคมีภารกิจที่หนักและต้องเผชิญกับความเสี่ยงในเรื่องความปลอดภัยและเชื้อโรค แต่กำลังพลได้ทุ่มเทในภารกิจและใช้ศักยภาพของหน่วยดำรงการสกัดกั้นแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สามารถตรวจพบและจับกุมได้เป็นจำนวนมากและต่อเนื่อง ทำให้สังคมเข้าในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด19 ตามแนวชายแดนได้ตามข้อเท็จจริง

การประชุมในวันนี้ ผู้บัญชาการทหารบกได้ให้ความสำคัญกับการสนับสนุน “โครงการอาหารชุมชนโรงเรียนต้นแบบ ตามพระราชดำริของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี”  กำชับให้หน่วยทหารเข้าดูแลโรงเรียนในโครงการดังกล่าวซึ่งกำลังจะเปิดเทอม โดยเฉพาะการชำระล้างสิ่งปนเปื้อน ปรับปรุงภูมิทัศน์ และสิ่งอำนวยความสะดวกในการเรียนการสอนให้เป็นไปตามแนวทางพระราชทาน

พล.ท.สันติพงศ์ กล่าวอีกว่า สำหรับการช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ โควิด-19 ตามรูปแบบต่าง ๆ ที่กองทัพบกได้ดำเนินการมาแล้ว เพื่อเป็นกำลังใจผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถปรับตนได้ตามสถานการณ์ ภายใต้การเร่งสร้างภูมิคุ้มกันโรค ด้วยการเริ่มกระจายฉีดวัคซีนให้กับประชาชนนั้น กองทัพบกจะนำทรัพยากรที่มีอยู่มาใช้ช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง ผ่านทางศูนย์ประสานงานต้านภัยโควิดกองทัพบก เป็นสื่อกลางช่วยประสานงาน, การช่วยเคลื่อนย้ายและรับ-ส่งผู้ติดเชื้อ, การฌาปนกิจศพผู้เสียชีวิตจากโควิด ซึ่งได้ให้การอนุเคราะห์ไปแล้วถึง 69 ศพ ทั้งนี้ผู้บัญชาการทหารบกได้ขยายระยะเวลาการดำเนินการของศูนย์ประสานงานต้านภัยโควิดกองทัพบกออกไปจนกว่าสถานการณ์ในประเทศจะคลี่คลาย

Contact Us

กองบัญชาการกองทัพบกถนนราชดำเนินนอก แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200

Tel: 0-2241-0404 Fax: 0-2280-2363

notice@rta.mi.th


11861718316439118617183164391186171831643911861718316439118617183164391186171831643911861718316439

Where are we?

Maps

Total Visitors

1018262