Day: June 2, 2021

ประชาสัมพันธ์

เลิกสูบ คุณทำได้

เป็นที่ทราบกันดีว่า การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุก่อโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคถุงลมโป่งพอง โรคหัวใจ โรคมะเร็งปอด โรคมะเร็งกล่องเสียง และโรคมะเร็งชนิดอื่นๆ รวมถึงเสี่ยงต่อการติดโควิด-19 อีกด้วย

เนื่องในวันที่  31 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันงดสูบบุหรี่โลก จึงเป็นโอกาสดีที่เราจะได้เน้นย้ำให้เห็นถึงพิษภัยของบุหรี่ และยิ่งอันตรายคูณสองหากติดร่วมกับโรคโควิด-19 โดยปีนี้ทางองค์การอนามัยโลก หรือ WHO รณรงค์ว่า COMMIT TO QUIT หรือมุ่งมั่นที่จะเลิกสูบ สำหรับประเทศไทยรณรงค์ภายใต้คำขวัญว่า “เลิกสูบ ลดเสี่ยง คุณทำได้” เพราะการเลิกสูบบุหรี่ จะช่วยลดความเจ็บป่วยรุนแรง และลดการเสียชีวิตเมื่อติดโควิด-19 ได้

“ผู้สูบบุหรี่ที่ติดโควิด-19 มักจะมีอาการหนักกว่าคนไม่สูบบุหรี่ถึง 2 เท่า เพราะมีถึง 2 ปัจจัยที่ทำอันตรายต่อปอด คือสารเคมีที่อยู่ในบุหรี่จะทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง ขณะที่เชื้อโควิด-19 หากเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะกระจายเชื้อทำลายปอดอย่างรวดเร็ว” เป็นคำยืนยันจาก ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่

ความเสี่ยงของบุหรี่กับโรคโควิด-19 มีดังนี้

  1. บุหรี่ทำให้ภูมิต้านทานของร่างกาย ปอด อ่อนแอกว่าปกติ
  2. ผู้ป่วยโควิด-19 ที่สูบบุหรี่ มีโอกาสเสียชีวิตมากกว่า 2 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ไม่สูบบุหรี่
  3. ผู้ที่ติดโควิด-19 จะเพิ่มความเสี่ยงแพร่เชื้อให้กับคนอื่น หากเกิดการไอจามเวลาสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ
  4. การได้รับควันมือสองเรื้อรัง เพิ่มความเสี่ยงที่จะให้ติดโควิด-19 ง่ายขึ้น

ศ.นพ.ประกิต อธิบายว่า ในปอดที่สูบบุหรี่อยู่แล้วจะจัดการกับเชื้อโควิดได้น้อยกว่าปอดที่ไม่สูบบุหรี่ โอกาสที่อาการหนักและเสียชีวิต เมื่อติดโควิด-19 ก็สูงกว่าคนไม่สูบบุหรี่ถึง 2 เท่า ซึ่งความเหมือนของบุหรี่กับโควิด-19 คือต่างทำให้ปอดและทางเดินหายใจอักเสบเหมือนกัน ซึ่งหากติดเชื้อโควิดแล้ว สารพิษที่อยู่ในควันบุหรี่จะทำให้เม็ดเลือดขาว ซึ่งโดยปกติ​จะทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง จนร่างกาย​เสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิดได้ง่ายขึ้น

ศ.นพ.ประกิต บอกถึงพฤติกรรมการสูบบุหรี่ ที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดโควิด-19 ว่า มือที่ใช้คีบบุหรี่ อาจไปสัมผัสสิ่งของต่างๆ ที่มีเชื้อโควิด-19 อยู่ แล้วนำมาสูบต่อ จึงเป็นทางนำเชื้อเข้าสู่ร่างกาย ขณะที่การจับกลุ่มสูบบุหรี่หรือสูบบุหรี่ตัวเดียวกัน ถ้าเกิดมีผู้ติดโควิด-19 ไอหรือจาม จะยิ่งเสี่ยงต่อการติดและแพร่กระจายเชื้อโควิด

ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ บอกว่า บุหรี่เป็นยาเสพติดที่มีอำนาจเสพติดสูง มีผลวิจัยว่าบุหรี่เลิกยากเท่ากับติดเฮโรอีน จึงอยากจะเตือนวัยรุ่นว่าอย่าคิดเข้าไปลอง ซึ่งถ้าพ้นอายุ 20 ปีขึ้นไปแล้วถ้าไม่ติดบุหรี่ คนเกือบทั้งหมดจะไม่ติดอีกแล้ว และคนกว่า 90% เลิกบุหรี่ได้ด้วยตัวเอง ดังนั้นอยู่ที่ความตั้งใจแล้วก็ลงมือเลิก แต่ถ้าทำไม่สำเร็จก็ไปขอรับบริการจากสถานพยาบาล หรือโทรไปที่สายด่วนเลิกบุหรี่ 1600

“ดีที่สุดของสุขภาพ คือการเลิกสูบบุหรี่ ลองเปลี่ยนวิกฤตของโควิด-19 ให้กลายเป็นโอกาสในการเลิกบุหรี่ได้สำเร็จ เพราะนอกจากจะลดความเสี่ยงที่ตัวเองจะเจ็บป่วยหนักแล้ว ยังลดโอกาสที่จะแพร่เชื้อให้กับผู้อื่น เลิกสูบ ลดเสี่ยง คุณทำได้” ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าว

เนื่องในวันงดสูบบุหรี่โลก สสส. ขอเชิญชวนผู้สูบบุหรี่ ใช้โอกาสนี้เริ่มต้นการเลิกสูบบุหรี่ ซึ่งนอกจากจะทำลายสุขภาพของตัวเองและคนรอบข้างแล้ว ยังเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น โดยสามารถขอรับคำปรึกษาฟรี ได้ที่สายด่วนเลิกบุหรี่โทร 1600

ประชาสัมพันธ์

ฝ่าวิกฤตการสื่อสาร ในสถานการณ์โควิด-19

ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 สิ่งหนึ่งที่กลายเป็นปัญหาสำคัญ จนทำให้เกิดปัญหาด้านอื่นๆ ตามมา คือ วิกฤตการสื่อสาร ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ต้องตระหนักและแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และป้องกันไม่ให้เกิดความตื่นตระหนก ความสับสน

การสื่อสาร ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่การจัดการกับปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ในช่วงภาวะวิกฤตเช่นนี้ “เรา” ในฐานะพลเมือง จะมีวิธีรับข้อมูล และส่งต่อข่าวสารอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์มากที่สุด

รศ.จุมพล รอดคำดี นักวิชาการอาวุโส สถาบันกันตนา และอดีตคณบดี คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การสื่อสารในภาวะวิกฤติ เป็นการสื่อสารในภาวะไม่ปกติ เราจึงต้องทำการสื่อสาร โดยให้ข้อมูล หรือข้อเท็จจริงอย่างรวดเร็ว ตรงไปตรงมา มีประโยชน์   มีบุคคลที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และน่าเชื่อถือ เป็นคนให้ข้อมูล เนื่องจากในภาวะวิกฤติ ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ จะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากปล่อยให้การสื่อสารถูกทิ้งช่วงนานเกินไป ก็จะทำให้เกิดช่องว่างทางการสื่อสารตามมาในที่สุด

 

แนวทางการจัดการสื่อสารในภาวะวิกฤติ

  1. สร้างการมีส่วนร่วมในการสื่อสาร สื่อสารด้วยความเข้าใจ โดยรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน
  2. ผลิตสื่อในรูปแบบที่ชัดเจน เข้าใจง่าย เข้าถึงกลุ่มคนทุกช่วงวัย
  3. สื่อสารข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา พร้อมทั้งชี้แจงเหตุผล
  4. สื่อสารด้วยความรวดเร็ว และทันต่อเหตุการณ์ เพื่อลดช่องว่างในการสื่อสาร
  5. ปรับรูปแบบการสื่อสารให้เข้ากับลักษณะของพื้นที่ หรือชุมชน

สถานการณ์ของโรคระบาดที่แพร่กระจายไปพร้อมกับข้อมูลข่าวสารในตอนนี้ คือ การมีข้อมูลจำนวนมาก และแข่งกันทำเวลาในการเผยแพร่ จนทำให้ขาดการตรวจสอบความถูกต้อง น่าเชื่อถือของข้อมูลนั้นๆ นอกจากนี้ การรับข้อมูลในโซเชียลมีเดีย จะทำให้การรับข้อมูลของเราแคบลง เพราะระบบคัดกรองจะคัดกรองเฉพาะเนื้อหา หรือข้อมูลที่เราให้ความสนใจหรืออยากได้ยิน ซึ่งส่วนใหญ่ข้อมูลเหล่านั้นจะถูกนำเสนอโดยสอดแทรกความคิดเห็นมากกว่าที่จะเป็นข้อเท็จจริง การตรวจสอบข้อมูลข่าวสารให้ถูกต้องก่อนทำการเผยแพร่หรือส่งต่อ จะช่วยลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นในสังคมได้

ดร.ธีรารัตน์ พันทวี วงศ์ธนะเอนก นายกสมาคมวิทยุและสื่อเพ่อเด็กและเยาวชน (สสดย.) กล่าวว่า ความรอบรู้หรือรู้เท่าทันสื่อนั้น จะต้องทำให้ครอบคลุมทั้ง 3 ส่วน คือ ตัวสื่อ ข้อมูลข่าวสาร และเทคโนโลยีดิจิทัล ในส่วนของตัวสื่อ เราควรเลือกรับสื่อจากหลากหลายช่องทาง หรือหลายรูปแบบ เพื่อเปรียบเทียบความถูกต้องของข้อมูล ลักษณะการนำเสนอว่าเป็นไปในทางสร้างสรรค์หรือไม่และเลือกเชื่อถือจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้

“ในส่วนของข้อมูล จะต้องตรวจสอบข้อมูลว่ามีแหล่งที่มาจากที่ใด ใครเป็นบุคคลอ้างอิงหรือคนพูด มีลักษณะเป็นทางการหรือไม่ หากตรวจสอบแหล่งที่มาแล้วพบว่าน่าสงสัย อย่าเพิ่งทำการแชร์หรือส่งต่อ และสุดท้ายในส่วนของการรอบรู้เรื่องข้อมูลเทคโนโลยีดิจิทัล เราจะต้องดูว่าสื่อบนแพลตฟอร์มนั้น มีการคัดกรองข้อมูลก่อนเผยแพร่หรือไม่ มีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด และมีประโยชน์ต่อเราหรือไม่”  ดร.ธีรารัตน์ กล่าว

 

การสังเกตข่าวปลอม หรือ Fake News มีเทคนิค 10 ข้อ ดังนี้

  1. สงสัยข้อความพาดหัว ข่าวปลอมมักมีข้อความพาดหัวที่ดึงดูดความสนใจโดยใช้ตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด และเครื่องหมายอัศเจรีย์
  2. สังเกตที่ URL หาก URL หลอกลวงหรือดูคล้าย อาจเป็นสัญญาณของข่าวปลอมได้ เว็บไซด์ข่าวปลอมจำนวนมากมักเปลี่ยนแปลง URL เพียงเล็กน้อยเพื่อเลียนแบบแหล่งข่าวจริง
  3. สังเกตแหล่งที่มา ตรวจดูให้แน่ใจว่าเรื่องราวเขียนขึ้นโดยแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือ และมีชื่อเสียงด้านความถูกต้อง หากมีเรื่องราวมาจากองค์กรที่ชื่อไม่คุ้นเคย ให้ตรวจสอบที่ส่วน “เกี่ยวกับ” เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติม
  4. มองหาการจัดรูปแบบที่ไม่ปกติ เว็บไซต์ข่าวปลอมจำนวนมากมักมีการสะกดผิดหรือวางเลย์เอาต์ไม่ปกติ โปรดอ่านอย่างระมัดระวังหากคุณเห็นสัญญาณเหล่านี้
  5. การพิจารณารูปภาพ ข่าวปลอมมักมีรูปภาพหรือวิดีโอที่ไม่เป็นความจริง บางครั้งรูปภาพอาจเป็นรูปจริงแต่ไม่เกี่ยวกับบริบทของเรื่องราว คุณสามารถค้นหาเพื่อตรวจสอบได้ว่ารูปภาพเหล่านั้นมาจากไหน
  6. ตรวจสอบวันที่ เรื่องราวข่าวปลอมอาจมีลำดับเหตุการณ์ที่ไม่สมเหตุสมผล หรือมีการเปลี่ยนแปลงวันที่ของเหตุการณ์
  7. ตรวจสอบหลักฐาน ตรวจสอบแหล่งข้อมูลของผู้เขียนเพื่อยืนยันว่าถูกต้อง หากไม่มีหลักฐานหรือความน่าเชื่อถือของผู้เชี่ยวชาญที่ไม่มีชื่อเสียง อาจจะระบุได้ว่าข่าวดังกล่าวเป็นข่าวปลอม
  8. ดูรายงานอื่น ๆ หากไม่มีแหล่งที่มาอื่นๆ ที่รายงานเรื่องราวเดียวกัน อาจระบุได้ว่าข่าวดังกล่าวเป็นข่าวปลอมหากมีรายงานข่าวโดยหลายแหล่งข่าวที่คุณเชื่อถือได้มีแนวโน้มว่าข่าวดังกล่าวจะเป็นข่าวจริง
  9. เรื่องราวนี้เป็นเรื่องตลกหรือไม่ บางครั้งอาจแยกข่าวปลอมจากเรื่องตลกหรือการล้อเลียนได้ยาก ตรวจสอบดูว่าแหล่งที่มาของข่าวขึ้นชื่อเรื่องการล้อเลียนหรือไม่ และรายละเอียดตลอดจนน้ำเสียงของข่าวฟังดูเป็นเรื่องตลกหรือไม่
  10. เรื่องราวบางเรื่องอาจตั้งใจเป็นข่าวปลอม ใช้วิจารณญาณเพื่อคิดวิเคราะห์เรื่องราวที่คุณอ่าน และแชร์เฉพาะข่าวที่คุณแน่ใจว่าเชื่อถือได้เท่านั้น

สสส. มีเป้าหมายในการพัฒนา “คน” ทุกวัยสู่การเป็นพลเมืองดิจิทัล ที่ตื่นรู้ มีทักษะเท่าทันสื่อ เท่าทันตนเอง มีความรับผิดชอบต่อสังคม ส่งเสริมให้ประชาชนเกิดความรู้ความเข้าใจด้านการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและดิจิทัล เกิดภูมิคุ้มกันต่อปัญหาข่าวลวง และพัฒนาให้คนไทยก้าวสู่ความเป็นพลเมืองดิจิทัล

ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 สสส.ใช้ศักยภาพในด้านการสื่อสารสร้างความเข้าใจต่อสังคม โดยร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข พัฒนาแนวทางการสื่อสารร่วมกันภายใต้ #ไทยรู้สู้โควิด เพื่อสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องในการปฏิบัติตัวและช่วยกันยกระดับสู้โควิด-19  โดยสามารถติดตามข้อมูลได้ที่…www.thaihealth.or.th/ไทยรู้สู้โควิด

ในช่วงเวลานี้ทำให้ เราเห็นภาพความสำคัญแห่ง “พลังการสื่อสาร” ชัดเจนมากขึ้น ว่าการสื่อสารนั้นสามารถส่งต่อสิ่งที่เป็นประโยชน์ รวมทั้งเป็นโทษได้มากเพียงใด ในฐานะพลเมืองไทยคนหนึ่ง เราต่างคาดหวังและต้องการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ชัดเจน โดยเฉพาะในยามวิกฤติเช่นนี้ ดังนั้น ในยุคที่ใครๆ ต่างก็เป็นสื่อได้ เราจึงควรร่วมมือกันทำหน้าที่เผยแพร่และส่งต่อข้อมูลที่ถูกต้อง มีประโยชน์  ไม่สร้างความเข้าใจผิด หรือความตื่นตระหนกให้กับสังคม ตรวจสอบข้อมูลทุกครั้งก่อนทำการแชร์หรือส่งต่อออกสู่สังคมภายนอก เพียงเท่านี้ก็ถือว่าเราได้เป็นส่วนเล็กๆในการช่วยให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ง่ายขึ้น

Contact Us

กองบัญชาการกองทัพบกถนนราชดำเนินนอก แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200

Tel: 0-2241-0404 Fax: 0-2280-2363

notice@rta.mi.th


11861718316439118617183164391186171831643911861718316439118617183164391186171831643911861718316439

Where are we?

Maps

Total Visitors

1018327