Category: บทความทั่วไป

Hot-News, บทความทั่วไป

นักรบหรือเหยื่อ ทหารยุคใหม่ในสงครามโซเชียลมีเดีย

นักรบ หรือ เหยื่อ: ทหารยุคใหม่ในสงครามโซเชียลมีเดีย

WARRIORS OR VICTIMS: New-Gen Soldiers in Social Media Warfare

พ.อ.หญิง ดร. นุสรา วรภัทราทร

ประจำ ยก.ทบ./หน.ฝ่ายแผนการสร้างการรับรู้ ศูนย์ประสานงานสารนิเทศ ศปก.ทบ.

……………………………………………………………

บทนำ

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 52 บัญญัติไว้ว่า รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิ อธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพื่อประโยชน์แห่งการนี้รัฐต้องจัดให้มี การทหาร การทูต และการข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพ กำลังทหารให้ใช้เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศด้วย นอกจากนี้ในมิติด้านความมั่นคงแล้ว ในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับการอย่างกว้างขวางว่า สื่อสังคมออนไลน์ หรือโซเชียลมีเดียเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยของชาติอย่างมาก มีการใช้โซเชียลมีเดียปลุกระดม สร้างความแตกแยกเกลียดชัง หรือแม้กระทั่งปลุกกระแสการก่อการจลาจลได้ ยกตัวอย่างเหตุการณ์ความวุ่นวายของกลุ่มชุมนุมสนับสนุนประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ บุกเข้าไปภายในอาคารรัฐสภา หวังกดดันสภาคองเกรสไม่ให้ลงมติรับรองชัยชนะการเลือกตั้งของโจ ไบเดน ต่อมาทวิตเตอร์ และเฟซบุ๊ก ตัดสินใจระงับบัญชีของประธานนาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยระบุว่ามีการละเมิดเงื่อนไขการใช้งาน องค์กรด้านสิทธิพลเมือง The Anti-Defamation League และ Color of Change ออกมาเรียกร้องให้บริษัทสื่อต่างๆ แบนบัญชีของทรัมป์ เป็นการถาวร

กว่า 50 ปีที่แล้ว ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับสงครามสมัยใหม่ หรือศัตรูของประเทศ คือการแทรกซึมและยุแหย่ให้แตกความสามัคคี “ในปัจจุบันนี้ ศัตรูของเรามาในรูปแบบการก่อการร้าย มาด้วยอาวุธก็มาก แต่มาในรูปการก่อการร้ายด้วยการยุยงให้แตกแยกกันก็มากเหมือนกัน และไม่ใช่ตามชายแดน ในเมืองใหญ่ๆ ในภาคต่าง ๆ ทุกภาค แม้แต่ภาคกลางนี้ แม้แต่กรุงเทพฯ นี้ ก็มีการแทรกซึมและยุแหย่ให้เกิดแตกสามัคคี ให้เกิดความยุ่งยากเป็นสงครมสมัยใหม่…ขอให้พิจารณาดู ถ้าทุกคนเข้มแข็ง มุ่งหน้าที่จะเรียน และมุ่งหน้าที่จะตั้งตัวเป็นคนดี ก็เท่ากับทุกคนเป็นทหารทั้งชายหญิง ช่วยบ้านเมืองให้ดำรงอยู่ และเมื่อบ้านเมืองดำรงอยู่แล้ว เอกชนทุกคนก็จะอยู่ด้วยได้ความผาสุก” (พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร พระราชทานแก่คณะกรรมการจัดงานชุมนุมนักศึกษาชาวเหนือ ‘ชาวเหนือบอล’ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน วันที่ 31 มีนาคม 2513) ความมุ่งหมายของบทความนี้ เพื่อสะท้อนให้ผู้อ่านได้ตระหนักรู้ถึงภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่แฝงมากับโซเชียลมีเดีย สามารถใช้สื่อโซเชียลอย่างสร้างสรรค์ รู้เท่าทันโลกออนไลน์ ป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการใช้โซเชียลมีเดียอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์

พื้นที่การรบครบจบในที่เดียวกับสงครามโซเชียลมีเดียที่ไม่อาจมองข้าม:

          ในอดีตช่วงยุคล่าอาณานิคม มีคำกล่าวว่า ใครได้ครองน่านน้ำคนนั้นได้ครองโลก ต่อมาในยุคสงครามเย็น กล่าวกันว่า ใครได้ครองห้วงอวกาศคนนั้นได้ครองโลก ปัจจุบันหลายฝ่ายเชื่อว่า ใครได้ครองโซเชียลเน็ตเวิร์ก คนนั้นต่างหากที่ได้ครองโลก สงครามในทุกยุคมีรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาวการณ์ พื้นที่ปฏิบัติการรบ (Operation Domains) แบบดั้งเดิมประกอบด้วย 1) พื้นที่การรบภาคพื้นดิน (Land domain) 2) พื้นที่การรบทางน้ำ (Maritime domain) 3) พื้นที่การรบทางอากาศ (Air domain) และ 4) พื้นที่การรบในห้วงอวกาศ (Space domain) แต่ในปัจจุบันมีพื้นที่การรบใหม่นั่นคือ พื้นที่การรบทางไซเบอร์ (Cyber Domain) และที่สำคัญคือมิติการรบทางไซเบอร์นี้ได้เข้ามามีบทบาทในการเข้าควบคุมบังคับบัญชา (Command & Control) ในทุกมิติปฏิบัติการรบอีกด้วย

บทความนี้จะขอกล่าวถึงมิติการรบทางไซเบอร์ที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจ ทัศนคติ และพฤติกรรมของบุคคล หรือที่เรียกว่า การครอบงำทางไซเบอร์ (Cyber Dominance) ด้วยความสำคัญที่ว่า การทำสงครามในปัจจุบัน ศัตรูหรือกองทัพฝ่ายตรงข้าม ไม่จำเป็นต้องมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ล้ำสมัย มีประสิทธิภาพในการทำลายล้างสูงอีกต่อไป เพียงแค่สามารถเข้าครอบงำความคิด ทัศนคติของผู้คน ผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์คได้ ก็เท่ากับว่ากองทัพนั้นจะมีกองกำลังเพื่อทำการรบมากมายนับไม่ถ้วน ไม่ต้องผ่านการฝึกฝน ไม่ต้องเข้าห้องเรียน กำลังรบของกองทัพนั้นก็สามารถทำการรบ หรือโจมตีฝ่ายตรงข้ามได้อย่างพร้อมเพรียง ในพิกัด ตำแหน่ง และช่วงเวลาเดียวกันได้เลย ไม่มีการสูญเสียทางกายภาพ ไม่ต้องใช้งบประมาณในการซื้อยุทโธปกรณ์ราคาแพง เพียงแค่มีความสามารถและมีความเชี่ยวชาญในการใช้โซเชียลมีเดียเป็นอาวุธ (Weaponization of social media) ก็สามารถเอาชนะศัตรู ทำลายคู่แข่งได้อย่างง่ายดาย

สังคมไทยกำลังเผชิญการใช้โซเชียลมีเดียเป็นอาวุธ (Weaponization of social media) หมายถึง การเอาชนะกันด้วยสงครามวาทกรรมจากสื่อออนไลน์ ซึ่งแต่เดิมมีการนำมาใช้กับการปฏิบัติการทางทหารที่เรียกว่า IO หรือ Information Operation โดยการใช้สื่อโซเชียลเป็นอาวุธจะเป็นการใช้โครงข่ายอินเทอร์เน็ตและอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อสร้างจิตวิทยามวลชนและสร้างอิทธิพลต่อการตัดสินใจของฝ่ายตรงข้าม โดยกองทัพในลักษณะนี้จะต้องมี แม่ทัพที่เป็นผู้วางยุทธศาสตร์ เสนาธิการ ทำหน้าที่ควบคุมการรบ ครูฝึก ทำหน้าที่ฝึกพลรบให้มีความเชี่ยวชาญในการทำการรบบนพื้นที่ดิจิทัลทุกรูปแบบ พลรบ ซึ่งบางคนก็เข้าร่วมกองทัพด้วยความเชื่อและศรัทธามีอุดมการณ์เดียวกัน และยังมี ทหารรับจ้าง ที่เข้าร่วมสงครามเพื่อรายได้อยู่ด้วย กองทัพดังกล่าวจะมีผู้วางแผนการสื่อสารที่ชัดเจนว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง เมื่อมีแผนแล้วชุดความคิดดังกล่าวจะถูกนำไปดำเนินการต่อโดยนักสร้างสรรค์เนื้อหา (Content creators) โดยเนื้อหาที่นำเสนอจะต้องมีลักษณะที่โดนใจกลักลุ่มเป้าหมาย (Target audiences) โดยมุ่งเน้นไปที่ “ใหม่ และ ดีกว่า” ยกตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมของกลุ่มเยาวชนต่างๆ ในรอบปีที่ผ่านมา เยาวชนเหล่านี้จะถูกปลุกระดม โดยผู้วางแผนจะเลือกประเด็นต่างๆ ที่โดนใจกลุ่มเป้าหมายมานำเสนอ ปั่นกระแสให้ติดเทรนด์ เช่น การไม่ต้องเกณฑ์ทหาร ไม่ต้องใส่ชุดนักเรียน ต่อต้านเผด็จการ เรียกร้องความเท่าเทียม ยับยั้งการสืบทอดอำนาจ และอีกหลายเรื่องที่เป็นการยกเลิกสิ่งเก่าๆ เดิมๆ ที่เยาวชนรู้สึกเบื่อหน่าย

นอกจากการมีเนื้อหาที่โดนใจกลุ่มเป้าหมายแล้ว กองทัพดังกล่าวยังมีพลรบที่มีความคิดสร้างสรรค์ รู้จักการเลือกสรรถ้อยคำ กำหนดวิธีการว่าจะใช้สื่อประเภทไหน ภาพนิ่ง ภาพกราฟฟิก วิดีโอคลิป ใช้สื่อประเภทใดเมื่อไหร่ แต่ที่สำคัญที่สุดคือเนื้อหา (Content) ที่จะเผยแพร่ไปยังกลุ่มเป้าหมายนั้นจะมีลักษณะสร้างความแตกแยกเกลียดชัง (Hate speech) พลรบที่เข้าปฏิบัติการจะเตรียมพร้อมโต้ตอบ ยั่วยุ และหากมีใครเข้ามาแสดงความเห็น (Comment) พลรบเหล่านี้จะตอบโต้ด้วยถ้อยคำที่รุนแรงหยาบคาย เพื่อให้คนที่เข้ามาแสดงความเห็นนั้นเกิดความท้อถอยและเหนื่อยหน่ายที่จะต่อกรด้วย และในที่สุดก็จะถอยไปเอง จากนั้นพื้นที่ในโซเชียลมีเดียจะถูกยึดพื้นที่ด้วยข้อความและเนื้อหาที่พวกเขาเตรียมการมา จนสามารถติดเทรนด์ยอดนิยมได้ในที่สุด

วงจรสงครามโซเชียลมีเดียยังไม่จบลงเพียงเท่านี้ เมื่อเรื่องราวหรือเนื้อหาใด ๆ ติดเทรนด์เป็นกระแส ก็จะเป็นช่วงเวลาที่สื่อมวลชน (Press) และผู้มีอิทธิพลในสื่อออนไลน์ (Influencer) ที่เป็นทหารรับจ้างทำหน้าที่กระจายข้อมูล แตกประเด็นความคิด เลี้ยงกระแสให้ดังอย่างต่อเนื่อง เปิดช่องให้พลรบออนไลน์ของเขาได้เข้ามาทำการปฏิบัติการรบบนโซเชียลมีเดียอีกระลอก และหากประเด็นใด “ดัง” และ “ปัง” มากพอ สื่อหลักที่เป็นสื่อเก่า (Old media) เช่น รายการข่าวทางโทรทัศน์ จะหยิบยกประเด็นดังกล่าวออกมาเผยแพร่ซ้ำ กระจายไปยังกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขวางมากยิ่งขึ้นในกลุ่มที่ดูโทรทัศน์ ซึ่งปัจจุบันรายการข่าวบางรายการมีจุดขายในการทำรายการข่าวที่เป็นกระแสดังในโลกออนไลน์ จะมีการเชิญผู้ที่เป็นข่าวในโซเชียลมีเดียมาออกรายการ ซึ่งบางครั้งอาจไม่ได้มีการตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงรอบด้าน จึงเป็นการยึดพื้นที่ข่าวอีกทางหนึ่ง การปฏิบัติการรบทางสงครามโซเชียลมีเดียเช่นนี้เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า

ภายใต้แนวคิด “Weaponization of social media” ปัจจุบันมี Big Data เก็บรวบรวมข้อมูลไปประมวลและวิเคราะห์เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ ทำให้ทราบถึงพฤติกรรม รสนิยม ความคิด ความสนใจ ความเชื่อ ของคนในสังคมนั้น โซเชียลมีเดียทำให้เรารู้จักใครสักคน รู้ได้ว่าเราต้องพูดหรือสื่อสารอย่างไรให้เขาคล้อยตามเราได้ ลักษณะเดียวกันกับการปฏิบัติการจิตวิทยา มุ่งเข้าควบคุม ครอบงำทางความคิด ผ่านกระบวนการล้างสมอง (Brainwash) โดยใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือ ใช้เทคโนโลยีรบเชิงรุกครอบงำทางความคิด โดยอาศัยเครือข่ายในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะการปั่นกระแส ดร.นพดล กรรณิกา ผอ.สำนักวิจัยซูเปอร์โพล ได้ยกตัวอย่างจากการวิเคราะห์ข้อมูล กล่าวถึง 4 ข้อบ่งชี้ที่ระบุว่า เทรนด์ทวิตเตอร์นั้นสามารถปั่นได้ ดังนี้     1) เทรนด์ทวิตเตอร์ยอดนิยมติดอันดับต้นๆ มาจากต่างประเทศถึง 7 เท่า โดยปัจจุบันสามารถตรวจจับ Unique IP ได้ โดยต้นทางส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศ ยกตัวอย่างคำว่า What happen in Thailand มีจำนวนบัญชีในประเทศไทยเพียง 12,980 บัญชี แต่รวมบัญชีจากต่างประเทศถึง 2-3 ล้านบัญชี 2) มีการบูธ การปั่นจากบัญชีผู้ใช้ที่ไม่ระบุตัวตน (Avatar) โดย 1 บัญชีอวทาร์สามารถปั่นกระแสได้ถึงหลักแสน หลักล้าน โดยใช้เครื่องมือจากบริษัทโซเชียลมีเดียต่างชาติ 3) กราฟของเทรนด์ทวิตเตอร์ที่ปั่นกระแสจะไม่เป็นไปตามธรรมชาติ โดยในช่วงก่อนหน้าที่จะเริ่มมีการปั่นกระแสกราฟจะขึ้นมาทีละเล็กน้อย โดยจะพุ่งขึ้นถึงจุดพีคในจังหวะเวลาที่ได้กำหนดไว้แล้ว และจะตกลงเมาเท่ากับจำนวนที่ถูกกระตุ้น 4) โลกออนไลน์จะมีการเคลื่อนไหวเป็นหลักล้าน แต่เมื่ออยู่ในโลกความจริงเหลือหลักพัน เป็นอีกข้อบ่งชี้ว่าการปั่นเทรนด์ทวิตเตอร์สามารถทำได้

ทหารยุคใหม่ใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์รู้เท่าทันโซเชียลมีเดีย

          กองทัพบกในฐานะหน่วยงานความมั่นคงของชาติต้องสามารถรับมือกับภัยคุกคามในทุกรูปแบบ ซึ่งในปัจจุบันสงครามที่เกิดขึ้นเป็นสงครามลูกผสมหรือ Hybrid warfare ที่มีโซเชียลมีเดียเป็นอาวุธที่มีพลานุภาพสูง สามารถสร้างความแตกแยกเกลียดชัง บั่นทอน คุกคาม โจมตี สถาบันหลักของชาติ ดังนั้นทหารทุกนายจึงจำเป็นจะต้องเข้าใจ รู้เท่าทัน และสามารถใช้โซเชียลมีเดียเป็นอาวุธได้อย่างเชี่ยวชาญ มีประสิทธิภาพ และความความสุขสงบปรองดองของคนในชาติได้

นโยบายและเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของผู้บัญชาการทหารบกที่เกี่ยวข้องกับการสร้างการรับรู้และการใช้โซเชียลมีเดียของกำลังพลกองทัพบก ได้ระบุไว้ในแนวทางการปฏิบัติงานของกองทัพบก ปี 2563 โดยระบุอย่างชัดเจนว่า “…ให้ส่วนราชการ ทบ. ทุกหน่วย มีหน้าที่สำคัญที่ต้องสนับสนุนข้อมูลที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ทบ. ต่อทีมโฆษก ทบ. ให้ทันต่อสถานการณ์ เพื่อเป็นการดำรงรักษาภาพลักษณ์ที่ดีให้กับ ทบ. รวมทั้งการสร้างการรับรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง หรือมุ่งเน้นการให้ข้อเท็จจริงให้สาธารณชน และขจัดปัญหาการสร้างข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จ (Fake news) ที่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติภารกิจของ ทบ. นอกจากนั้น การประชาสัมพันธ์ของ ทบ. ให้มุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์ผลงานการช่วยเหลือประชาชนของกำลังและส่วนราชการ ทบ. มากกว่าการประชาสัมพันธ์กิจกรรมของผู้บังคับบัญชาชั้นสูง…”

จากแนวทางดังกล่าวศูนย์ประสานงานสารนิเทศ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก (ศปสท.ศปก.ทบ.) จึงได้กำหนดแนวทางในการปฏิบัติตามแนวคิด “ทหารยุคใหม่ใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์รู้เท่าทันโซเชียลมีเดีย” โดยดำเนินการในลักษณะการจัดการอบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เพื่อให้กำลังพลกองทัพบกตระหนักรู้ถึงภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่แฝงมากับโซเชียลมีเดีย สามารถใช้สื่อโซเชียลอย่างสร้างสรรค์ รู้เท่าทันโลกออนไลน์ ป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการใช้โซเชียลมีเดียอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ โดยจัดการบรรยายพิเศษให้กับ ผบ.หน่วย ระดับ ผบ.พล, ผบ.กรม, และ ผบ.พัน ให้ห้วงเดือนตุลาคม – ธันวาคม 63 มีการจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร “Train the trainer” ให้กับกองทัพภาคที่ 1-4 และ นศส. เพื่อให้กองทัพภาคได้จัดชุดวิทยากรไปเผยแพร่ความรู้ในหัวข้อ “ทหารยุคใหม่ใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์รู้เท่าทันโซเชียลมีเดีย” ให้แก่กำลังพล ทบ. จนไปถึงระดับทหารกองประจำการ นอกจากนี้ได้จัดการบรรยายพิเศษแก่โรงเรียนทหาร และโรงเรียนเหล่าวิทยาการ รวมไปถึงหน่วยขึ้นตรงและหน่วยที่ร้องขอการสนับสนุนการบรรยายพิเศษ จำนวน 20 หน่วยจำนวนผู้เข้ารับการอบรม 6,322 นาย ห้วงเวลาการปฏิบัติตั้งแต่ 6 ต.ค. – 23 ธ.ค. 63

บทส่งท้าย 

มาตรการเชิงรุกและมาตรการเชิงรับของนักรบ ทบ. ในสงครามโซเชียลมีเดีย มี 3 ประการคือ การสร้างการรับรู้ ในนโยบายการปฏิบัติของ ทบ. ในประเด็น พิทักษ์ราชัน ปกป้องประชา รักษาแผ่นดิน และ ทหารมีไว้ทำไม สามารถใช้สื่อออนไลน์ได้อย่างสร้างสรรค์ในการผลิตสื่อเพื่อการสื่อสารสู่สาธารณะ การสร้างภูมิคุ้มกัน ให้แก่กำลังพล ทบ. ทุกนาย ให้รู้เท่าทันสื่อออนไลน์ ไม่หลงตกเป็นเหยื่อ และ การป้องกันความเสี่ยง กำลังพลทุกนาย ต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา ร่วมกันป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้โซเชียลอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทั้งหมดนี้เพื่อมุ่งหวังให้กำลังพล ทบ. ได้ติดอาวุธทางปัญญาสามารถรับมือกับภัยคุกคามความมั่นคงของชาติได้ในฐานะ “นักรบ” ไม่ตกเป็น “เหยื่อ” เป็นเครื่องมือของศัตรูที่รบผ่านโลกออนไลน์///

ภาพประกอบบทความ (พิจารณาตามความเหมาะสม)

 

 

บทความทั่วไป

ความเครียด มีผลดี?

เครียดอย่างไรไม่ทำร้ายตัวเอง

เมื่อเราเครียด หัวใจจะเต้นถี่และแรงขึ้น ทำให้เราหายใจเร็วขึ้น รู้สึกคอแห้ง เหงื่อออก ซึ่ง คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์กับตัวเรา แต่นั่นขึ้นอยู่กับมุมมอง และการจัดการกับความเครียดของเราด้วย ถ้าเรามองว่าความเครียดเป็นสิ่งที่ไม่ดี ร่างกายก็จะตอบสนองว่าความเครียดคือสิ่งไม่ดี และในระยะยาวก็จะกลายเป็นโรคต่าง ๆ ที่เกิดจากความเครียดสะสม แต่ถ้าเรามองว่าความเครียดเป็นสัญญาณเตือนให้ร่างกายต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทาย ร่างกายก็จะตอบสนองต่อสิ่งที่เราคิดและเตรียมพร้อมรับมือกับความเครียดนั้นได้เป็นอย่างดี ความเครียดไม่ใช่สิ่งเลวร้าย แต่เป็นสัญญาณให้เราปรับเปลี่ยนเพื่อทำให้สถานการณ์ที่เราเจออยู่นั้นดีขึ้น

คำสำคัญ รับมือกับความเครียด, ความเครียดควบคุมได้, ประโยชน์จากความเครียด

ความเครียดมีทั้งประโยชน์และโทษ ความเครียดที่เป็นโทษนั้นเป็นความเครียดชนิดที่ เกินความจำเป็นเกินความสามารถที่ร่างกายจะรองรับอารมณ์นั้นได้ แทนที่จะเป็นประโยชน์แต่กลับเป็นอุปสรรคและอันตรายต่อชีวิต เมื่อเราตกอยู่ในภาวะความเครียด ร่างกายก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นสัญญาณต่าง ๆ เพื่อเตรียมพร้อมที่จะ “สู้” หรือ “หนี”
เมื่อชีวิตเราต้องเจอกับความเครียดในระยะสั้น ๆ นั้น เป็นสิ่งที่ดีเพราะมันจะเป็นการกระตุ้นและท้าทายเราให้เราทำสิ่งที่จำเป็นเพื่อตอบสนองความต้องการ
ความเครียดที่น่าเป็นห่วงคือความเครียดที่เกิดขึ้นในขณะที่เราไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไร เกิดขึ้นในขณะที่เราไม่มีตัวเลือกหรือหาทางออกไม่ได้
บทความนี้จะชี้ให้เห็นว่า เมื่อเราตกอยู่ในภาวะความเครียดเราจะมีวิธีการจัดการกับความเครียดนั้นอย่างไรและ ความเครียดไม่ใช่สิ่งที่ดีทั้งหมด แต่ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย หากเราเรียนรู้วิธีที่จะรับมือ กับความเครียดนั้นได้ เราจะไม่มองความเครียดว่ามันดีหรือไม่ดี แต่เราจะทำความรู้จักความเครียด ในมุมมองของผลกระทบ เรียนรู้วิธีจัดการกับความเครียด

ในชีวิตประจำวันเราทุกคนต่างก็ต้องพบเจอกับความเครียด แต่ละคนมีประสบการณ์ กับความเครียดในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ก่อนที่เราจะจัดการกับความเครียดได้นั้น เราควร จะเรียนรู้ก่อนว่า
“ความเครียดแท้จริงแล้วมันคืออะไร มันส่งผลกระทบกับเราอย่างไรบ้าง แล้วเราจะใช้ประโยชน์จากความเครียดได้อย่างไรบ้าง”

ความเครียดคืออะไร ?
ความเครียดคือสิ่งที่เกิดขึ้น จากความต้องการที่มีมากกว่าความสามารถในการรองรับ หรือ สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเรามีความต้องการ แต่ขาดปัจจัยหรือทรัพยากรในด้านต่างๆ ที่จะตอบสนองกับสิ่งที่เจอ เช่น เรามีงานมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบมากมาย แต่เรามีเวลาไม่เพียงพอ ความเครียดก็จะเกิดขึ้นเพราะเราต้องการที่จะทำงานให้เสร็จภายในเวลาที่จำกัด

อาการของความเครียด
ความเครียดคือการหดตัวของกล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่งหรือหลายส่วนของร่างกาย การศึกษาพบว่าทุกครั้งที่เรากำลังคิดหรือมีอารมณ์บางอย่างเกิดขึ้นกล้ามเนื้อจะมีการหดตัวและมีการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อแห่งใดแห่งหนึ่งในร่างกายเกิดขึ้นควบคู่เสมอ ในเวลาที่เราเครียด สมองเราจะหลั่งสาร Oxytocin ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทช่วยลดความเครียด และสาร Oxytocin ยังช่วยทำให้ หลอดเลือดผ่อนคลายและป้องกันผลร้ายที่เกิดจากความเครียดได้และรักษาแผลและทำให้เซลล์หัวใจแข็งแรงขึ้น งานวิจัยพบว่า สิ่งที่มีผลต่อความเครียด คือ มุมมองความคิดของเรา เพราะเป็นตัวกำหนดว่าร่างกายของเราจะตอบสนองต่อความเครียดอย่างไร สำหรับคนที่มีความเครียดมาก ๆ หรือ มีความกดดันสูงจะมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตถึง 43% ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้คนเสียชีวิตติดอันดับ แรก ๆ ซึ่งมากกว่าคนที่เป็นมะเร็งผิวหนัง คนที่ติดเชื้อเอดส์ หรือฆาตกรรม
แต่จะเกิดขึ้นเฉพาะคนที่มีมุมมองว่าความเครียดเป็นผลร้ายต่อร่างกายเท่านั้น ในขณะที่ คนที่มีความเครียดมาก ๆ แต่ไม่คิดว่าความเครียดมีผลเสียต่อร่างกายคนกลุ่มนี้กลับมีความเสี่ยงน้อย ที่จะเสียชีวิตน้อยพอ ๆ กับคนที่ไม่ค่อยเครียดหรือไม่กดดันตัวเอง

“สมองเราพยายามมองหาสัญญาณอันตรายอยู่เสมอ เมื่อมีภัยหรือมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น ”

“การตอบสนองต่อความเครียดจะเกิดขึ้นทันที”

ตัวอย่างเช่น
• อัตราการหายใจเร็วขึ้นเพื่อเพิ่มออกซิเจนไปเลี้ยงหัวใจ สมอง และกล้ามเนื้อมากขึ้น
• ความดันเลือดสูงขึ้น หัวใจเต้นเร็วและแรงขึ้น เพื่อสูบฉีดเลือดไปยังส่วนที่จำเป็นให้มากขึ้น
• ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น
• ระบบภูมิคุ้มกันทำงานหนักมากขึ้น ร่างกายหลั่งสารที่ทำให้เกิดการอักเสบมากขึ้น เพื่อต่อต้านสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรค
• เหงื่อออกเพื่อขับสารพิษที่ร่างกายผลิตขึ้นมา และเพื่อลดอุณหภูมิของร่างกาย
เมื่อเราอยู่ในภาวะเครียด กลไกลร่างกายของเราจะทำการตอบอย่างสนองอัตโนมัติ มันจะเป็นผลดีถ้าหากเป็นความเครียดในระยะสั้น ๆ เพราะทำให้เราเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์นั้นได้ แต่ถ้าหากเกิดความเครียดระยะยาวและเกิดขึ้นบ่อย ๆ ก็จะกลายเป็นความเครียดสะสมและ ทำร้ายตัวเอง
ปกติร่างกายเราจะปรับเปลี่ยนเพื่อให้เหมาะสมกับการอยู่รอด โดยจะตอบสนองต่อสิ่งเร้าหรือความเครียดได้หลายแบบ
การตอบสนองจะเกิดขึ้นเมื่อเราเจอกับสถานการณ์ที่มีผลต่อชีวิต สถานการณ์ที่ไม่มีทางเลือก หรือหาทางออกไม่ได้ จะทำให้จังหวะการเต้นของหัวใจเร็วขึ้น ความดันเลือดสูงขึ้นเหงื่อออก ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น หายใจเร็วขึ้น เราอาจมีอาการหมดสติหรือเป็นลม อาการก้าวเท้าไม่ออก เป็นต้น การตอบสนองนี้จะเกิดขึ้นในทันที เพื่อทำให้เราตัดสินใจสู้เพื่อปกป้องตนเองหรือวิ่งหนีไปจากสถานการณ์อันตรายเหล่านั้น

ความเครียดสะสม
ความเครียดในระยะสั้น ๆ นั้น เป็นสิ่งที่ดี เพราะเป็นการกระตุ้นและท้าทายให้เราทำสิ่งที่จำเป็นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการ เพราะความเครียดในระยะสั้นทำให้เรามีพลังที่จะเปลี่ยนแปลง ทำให้เรามุ่งมั่นและตั้งใจทำให้ดีขึ้น
แต่ความเครียดที่น่าเป็นห่วงคือความเครียดที่เกิดขึ้นในตอนที่เราไม่รู้ว่าจะจัดการกับมันได้ อย่างไร เกิดขึ้นในขณะที่เราไม่มีตัวเลือกหรือหาทางออกไม่ได้ เมื่อเรามีความเครียดสะสม ถ้าปล่อยไว้ในระยะยาวมันจะทำให้เกิดผลเสียและย้อนกลับมาทำร้ายเราได้ มันทำให้เรารู้สึกเหนื่อยล้า เกิดความกลัวกังวล รบกวนการทำงาน หรือแม้กระทั่งทำให้เราป่วย

“ความเครียดไม่ใช่ความรู้สึก แต่เป็นสัญญาณเตือน เป็นข้อมูลที่เราสามารถเอาไปใช้ประโยชน์เพื่อช่วยให้เราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้”

ประเมินความเครียด
ความเครียดเกิดขึ้น เมื่อเรารู้สึกว่ามีความกดดัน หรือรู้สึกว่าเราขาดหรือมีบางอย่างที่มีมากเกินไป เช่น มีเสียงดังรบกวน มีงานที่ต้องรับผิดชอบเยอะแต่มีเวลาไม่เพียงพอ การพักผ่อน ไม่เพียงพอ เป็นต้น ในเวลาที่เราเครียดเราจะเริ่มรู้สึกขาดความสามารถในการจัดการ รู้สึก ขาดการสนับสนุน รู้สึกโดดเดี่ยว สับสน ทำให้ขาดสมาธิ ดังนั้นก่อนที่เราจะควบคุมความเครียดได้ดีเราควรจะประเมินความเครียดเบื้องต้นของเราก่อน เพราะการประเมินตัวเองในแต่ละด้านจะช่วยให้เรารู้ตัวว่า เราควรปรับปรุงด้านไหนบ้าง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับความเครียด ก่อนที่ความเครียดจะสะสมและขยายทำให้เกิดปัญหาใหญ่ขึ้น
ข้อสำคัญ อย่าให้ผลการประเมินมันทำให้เรารู้สึกผิด หรือรู้สึกไม่ดี แต่ควรใช้ผลการประเมินเพื่อให้เรารู้ตัว เพื่อที่จะปรับตัวและทำให้สถานการณ์มันดีขึ้น
หัวข้อการประเมินความเครียด
• ด้านเวลา เรามีเวลาพอสำหรับการได้เล่นสนุกผ่อนคลาย การทำงานให้เสร็จไหม
• ด้านพลังงาน เราได้กินอิ่ม ได้นอนหลับ ได้ออกกำลังกายและพักผ่อนอย่างเพียงพอหรือเปล่า
• ด้านการเงิน เรามีพอสำหรับค่าใช้จ่ายหรือเก็บไว้ในยามฉุกเฉินหรือเปล่า
• ด้านสุขภาพ เราเจ็บป่วยบ่อยแค่ไหน สุขภาพแข็งแรงดีหรือเปล่า
• การสนับสนุนจากคนอื่นๆ เราคิดว่าเราได้รับการสนับสนุนจากคนรอบข้างในเรื่องที่เราต้องการหรือไม่
• การมีเป้าหมายในชีวิต เรารู้ว่าเรามีคุณค่าและความหมายของงานที่เราทำหรือไม่

” บางคนต้องอาศัยความเครียดในการทำงาน ถ้าไม่เครียด ถ้างานไม่เร่งก็ไม่ยอมทำให้เสร็จ บางคนยอมรับตรงๆ ว่าทำงานได้ดีขึ้นในตอนที่กดดัน ”

“ เราเสพติดความเครียดกันหรือเปล่า ? ”

ให้เราลองตอบคำถามเหล่านี้
• ต้องรอให้ถึงนาทีสุดท้าย แล้วค่อยเริ่มทำงานหรือเปล่า?
• อยู่เฉยๆ ไม่ได้ ไม่เคยว่างงานเลยใช่ไหม?
• ต้องใช้เวลา 2-3 วัน กว่าที่จะเริ่มรู้สึกว่าได้พักผ่อนจริงๆ?
• นึกถึงงานในวันหยุดพักผ่อนหรือเปล่า?
• มักจะกังวล กลัวว่าจะลืมอะไรไปหรือเปล่า?
• รู้สึกเครียดในตอนที่ไม่มีมือถือหรือไม่มีคอมพิวเตอร์หรือเปล่า?
• นอนหลับยาก?
• รู้สึกว่ามีเวลาไม่พอสำหรับทำงานให้เสร็จหรือเปล่า?
• รู้สึกว่าทำงานในแต่ละวันได้น้อยกว่าที่คาดไว้?
• ไม่มีเวลาให้เพื่อน ไม่มีเวลาสำหรับงานอดิเรก?
• รู้สึกเหมือนต้องเปลี่ยน สลับไปทำโน่นนี่อยู่ตลอดเวลา?
• ยากที่จะรอคนอื่นพูดให้จบก่อน อยากขัดจังหวะ?
• หยุดถามได้แล้ว อยากอ่านต่อ?
หากคำตอบของเรามีมากกว่า 50% นั่นเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเรากำลังเสพติดความเครียดโดยไม่รู้ตัว

วิธีการจัดการ ควบคุม ความเครียด
การทำให้ร่างกายทนทานต่อความเครียด โดยการเปลี่ยนมุมมองความคิดเกี่ยวกับความเครียดให้เป็นมุมมองในด้านบวก เติมพลังงานด้านบวกกลับคืนให้สมอง ทำให้สมองของเรากลับมาทำงานได้ตามปกติ หากเราไม่สามารถเปลี่ยนมุมมองความคิดได้ เราต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมความเครียด ซึ่งมีด้วยกันหลายวิธี เช่น
การบำบัดเยียวยา
เราสามารถใช้วิธีนี้สำหรับอะไรได้บ้าง?
• การขจัดอารมณ์ที่ไม่ดีต่อสุขภาพจิต
• การบำบัดเรื่องในอดีต เช่น เรื่องกระทบกระเทือนทางจิตใจ การตกเป็นเหยื่อของการกระทำไม่ดี
• การบำบัดเรื่องในปัจจุบัน เช่นเรื่องความบอบช้ำในจิตใจ
• การเสริมสร้างให้จิตใจและจิตวิญาณของเราเข้มแข็ง

การปรับอารมณ์ให้ดีขึ้น
หลังจากที่ใจเราสงบลง ในขั้นตอนต่อไปคือการยกระดับ การปรับเปลี่ยนความสนใจของเรา เพื่อเปลี่ยนอารมณ์ของเราให้ดีขึ้น คือการคิดบวกและให้มองโลกในแง่ดี เมื่อเรารู้สึกยินดีหรือขอบคุณแล้ว เคมีในสมองเราจะเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ ฮอร์โมนส์ความเครียดทั้งหลายจะลดระดับลง ภูมิต้านทานจะทำงานดีขึ้น ทำให้เรามีสติมากขึ้น คิดได้ดีขึ้น ทำให้เรามี ความยืดหยุ่นและไม่ท้อแท้ง่าย ๆ มีกำลังใจและกลับมาต่อสู้ได้อีกครั้ง
วิธีง่าย ๆ ที่จะช่วยให้เรารู้สึกยินดีหรือเปลี่ยนอารมณ์ให้ดีขึ้น เราสามารถทำได้โดยการนึกถึงคนที่เรารัก คนที่มีพระคุณต่อเรา สิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ความรัก ความสำเร็จที่เคยทำมา หรือธรรมชาติ เมื่อเราพุ่งความสนใจไปยังสิ่งเหล่านี้ จะทำให้เรารู้สึกดีมากขึ้น เราจะสังเกตได้ว่าเราอารมณ์ดีมากขึ้น
ช่วงเวลาที่เราคิดทบทวนและเติมพลังให้สมอง ไม่ใช่ว่าเราต้องการที่จะปล่อยวางหรือ ทิ้งปัญหา แต่เป็นการเปลี่ยนมุมมองของเราที่มีต่อความท้าทายนั้น ซึ่งจะช่วยทำให้เราสามารถจัดการกับปัญหาได้ดีขึ้น

เปลี่ยนมุมมองความเครียด

เราสามารถเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อความเครียดและทำให้ร่างกายตอบสนองตามที่เราคิดได้ เวลาที่เราต้องเจอความกดดัน ร่างกายเราจะตอบสนองอัตโนมัติ ทำให้หัวใจเต้นถี่และแรงขึ้น หายใจเร็วขึ้นคอแห้ง ริมฝีปากแห้ง เหงื่อออก ท้องเย็นวูบ หรือท้องปั่นป่วน อาการเหล่านี้คือความกลัว หรือเป็นอาการของคนที่ไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์กดดันได้
ถ้าเราสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่กดดันได้ หากเราลองมองความเครียดในแบบใหม่ เพียงแค่เราเชื่อว่าเราสามารถรับมือกับมันได้ ให้ลองเราคิดว่าหัวใจที่เต้นเร็วขึ้นมันจะทำให้มีเลือด ไปเลี้ยงร่างกายมากขึ้น ทำให้เรามีพลังมากพอที่จะรับมือกับสถานการณ์นั้นได้ และการที่เราหายใจเร็วขึ้น ก็จะทำให้หัวใจและสมองได้รับออกซิเจนมากขึ้น ลองมองในมุมของผลกระทบที่มันเกิดขึ้น ความเครียดกระตุ้นให้เราลงมือทำ ความเครียดทำให้เราเหนื่อยล้าจากการที่เราไม่สามารถจัดการแก้ไขหรือหาทางออกได้
ถ้าเรารับมือกับความเครียดได้ ร่างกายเราก็จะผ่อนคลาย และจะมีสภาวะเช่นเดียวกับ ตอนที่เรามีความสุข ซึ่งมันจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคหัวใจวาย
ยกตัวอย่างเช่น การทำงาน หากงานนั้นมันมีความหมายกับเราเป็นงานที่เรารักและเราเชื่อว่าจะรับมือกับความกดดันและทำงานนั้นได้สำเร็จ ความกดดันและความเครียดก็จะไม่ทำลายสุขภาพของเรา

เราเครียดเพราะว่าเรารัก

ถ้าเรารู้ว่าเรากำลังมีความเครียด ก็แสดงว่าร่างกายเรายังปกติ เราควรจะรู้สึกขอบคุณที่เรารู้ตัวว่าเครียด ที่เราเครียดเกิดจากการที่เรารักใครสักคนเพราะเราเป็นห่วงคนที่เรารัก ไม่ว่าจะเป็น คนในครอบครัว เพื่อนสนิท เพื่อนร่วมงาน ถ้าเราไม่รักเราก็ไม่มีความเครียด
หากเรามีมุมมองที่ดีความเครียดจะทำให้เรามีพลังลุกขึ้นมาสู้ ทำให้เราปรับตัวเปลี่ยนแปลง เพื่อทำให้สถานการณ์ ดีขึ้นทำให้เราสนใจสิ่งที่มันสำคัญกับเรามากที่สุด
ความเครียดที่เกิดขึ้นนั้น เป็นสัญญาณที่บอกให้เราเตรียมพร้อมให้สามารถจะจัดการกับความเครียดได้ ความเครียดไม่ใช่สิ่งเลวร้าย แต่มันเป็นสัญญาณให้เราปรับเปลี่ยนเพื่อทำให้สถานการณ์ดีขึ้น หากเราใช้ความเครียดเป็นพลัง เราจะรู้จักใช้มันให้เกิดประโยชน์ ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น
ตราบใดที่เรายังเชื่อว่าเราหาทางออกได้ หาทางแก้ไขได้ เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้ ก็จะ ทำให้เรามีพลัง ทำให้เราเปลี่ยนความเครียดให้เป็นพลังได้ ความเครียดเป็นตัวบอกให้เรา ลดความต้องการลง หรือเพิ่มความสามารถในการรองรับของเราให้มากขึ้น เพื่อทำให้ทุกอย่างกลับมา อยู่ในภาวะปกติ ช่วยให้เราสามารถควบคุมสถานการณ์ได้
ดังนั้น ตอนที่เราสังเกตว่ามีความเครียดเกิดขึ้น เราจะต้องทำความเข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น และเรารู้สึกว่าความต้องการมันมีมากเกินความสามารถที่เรารองรับได้หรือไม่ ให้สังเกตว่าความเครียดต้องการจะบอกอะไรเรา การสงสัย การสังเกต จะทำให้เรารู้ทันอารมณ์ของเราและสามารถเปลี่ยนทัศนคติ หยุดความเครียดสะสมแล้วทำความเข้าใจสถานการณ์ที่กิดขึ้น ทำความเข้าใจที่มาของความเครียด จากนั้นเราจะรู้สึกยินดีและขอบคุณ เพราะความเครียดไม่ได้ตั้งใจทำร้ายเรา

ความเครียด คนส่วนใหญ่มักจะมองว่าความเครียดคือศัตรู ทำให้เราต้องการหลีกเลี่ยง แต่ความจริงแล้วความเครียดมันจะส่งผลร้ายกับเราได้เฉพาะกรณีที่เราเชื่ออย่างนั้น
ในแต่ละวันที่เราต้องเจอกับสิ่งร้ายๆ ความจำเป็นที่เราจะต้องแก้ไขปัญหา การเปลี่ยนแปลง การต้องเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่เผชิญกับความเครียด สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้
มันจะดึงความสนใจและทำให้เราต้องตอบสนองต่อสิ่งนั้นตลอดเวลาโดยที่เราไม่รู้ตัว ทำให้สมองสูญเสียพลังงานด้านบวก
ดังนั้น เราควรเปลี่ยนมุมมองต่อความเครียดใหม่ มองว่าความเครียดเป็นเรื่องดี เราต้องเชื่อว่าร่างกายเราถูกสร้างและวิวัฒนาการเพื่อให้รองรับสถานการณ์ที่กดดัน ทำให้เราเข้าสังคม เข้าหา คนอื่นเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เมื่อเราใช้เวลานั่งลงและคิดทบทวนเปลี่ยนมุมมองความคิด ก็จะช่วยให้เราเติมพลังงานด้านบวกให้กับตัวเอง จะช่วยให้เราทนทานต่อสิ่งร้าย ๆ ได้ ความเครียดไม่ได้ส่งผลเสียกับเราเสมอไปเพราะความเครียดช่วยกระตุ้นให้เราลงมือทำงานให้เสร็จ

“ความเครียดไม่มีเลยก็ไม่ได้ แต่มีมากเกินไปก็ไม่ดี ความเครียดมันไม่หนีไปไหน มันจะอยู่กับเราตลอดไป เราจึงควรใช้ความเครียดให้เกิดประโยชน์”

 

อ้างอิง
การบำบัดเยียวยา จาก https://forfreedominternational.com/th/about-us/
เกร็ดความรู้คู่สุขภาพ, โรงพยาบาลกรุงเทพ จาก https://www.bangkokhospital.com/th
คู่มือคลายเครียด ความรู้เรื่องความเครียด การป้องกันและแก้ไข ของ สมบัติ ตาปัญญา. พิมพ์ครั้งที่ 2 เหรียญบุญการพิมพ์ : กรุงเทพฯ. 2526

 

จัดทำโดย
แผนกควบคุม กคช.กช.

Contact Us

กองบัญชาการกองทัพบกถนนราชดำเนินนอก แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200

Tel: 0-2297-7090 Fax: 0-2280-2363

webadmin@rta.mi.th


11861718316439118617183164391186171831643911861718316439118617183164391186171831643911861718316439

Where are we?

Maps

Total Visitors

0741246