Category: บทความทางทหาร

Hot-News, บทความทางทหาร

EP.2 การควบคุมและสั่งการโดรน

{{ brizy_dc_image_alt uid='wp-d7e15e0416629d385fa4a70911a127a9.jpg' }}
{{ brizy_dc_image_alt uid='wp-d752931e750608d8f7968085834b852e.jpg' }}
{{ brizy_dc_image_alt uid='wp-26cd882517f9bfbbc2646527cd1fb00b.jpg' }}

thin

โดรน (Drone)

ตอนที่ 2 การควบคุมและสั่งการโดรน

บทนำ

ปัจจุบันภัยคุกคามรูปแบบต่าง ๆ (Non-Traditional Threats) อาทิ การก่อการร้ายสากล อาชญากรรมข้ามชาติ การก่อความไม่สงบในพื้นที่ต่าง ๆ มีแนวโน้มทวีความรุนแรงและเกิดสถานการณ์สูงกว่าภัยคุกคามแบบดั้งเดิม เทคโนโลยีด้านอากาศยานไร้คนขับ หรือ “UAV” จึงถูกนำมาใช้ในภารกิจด้านความมั่นคงทางการทหาร เพื่อเพิ่มกำลังการจู่โจมเป้าหมายพร้อมด้วยการควบคุมอาวุธนำวิถี ซึ่งถือว่าเป็นการปฏิวัติยุทธศาสตร์การรบด้วยเทคโนโลยีไซเบอร์แทนกองกำลังภาคพื้นดิน ทำให้กองกำลังสามารถค้นหาที่ซ่อนตัวของศัตรูและปฏิบัติการโจมตีได้ทันทีและหนึ่งในปัจจัยสำคัญของความสำเร็จ คือ “ระบบควบคุมการบินภาคพื้นดิน” พร้อมด้วยอุปกรณ์สนับสนุนอื่น ๆ อาทิ กล้องถ่ายทอดสดบันทึกภาพการบิน อีกทั้งมีเลเซอร์ในการกวาดหาเป้าหมายที่สามารถระบุพิกัด จากนั้นระบบขีปนาวุธนำวิถีก็จะพุ่งตรงไปยังเป้าหมาย โดยศูนย์ควบคุมการบินจะทำหน้าที่สังเกตการณ์ เฝ้าระวัง และสั่งการจากภาคพื้นดิน กระบวนการควบคุมโดรนจะใช้วิธีเลือกตำแหน่งที่ต้องการผ่านคอมพิวเตอร์ประมวลผลภาพหรือวีดิโอ ที่ถูกบันทึกได้จะถูกส่งสัญญาณไปยังศูนย์ควบคุมฯ และผู้บังคับบัญชาในสนามรบทันทีรวมทั้งสามารถประเมินความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่กำลังพลในการปฏิบัติภารกิจ

อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังของเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับแบบติดอาวุธมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาแล้วกว่า 100 ปี ซึ่งปัจจุบันการพัฒนาโดรนจำเป็นต้องบูรณาการปฏิบัติภารกิจร่วมกับอากาศยานปกติ กองทัพอากาศ ดาวเทียม และอากาศยานไร้คนขับจากหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชน บทความตอนที่ 2 นี้ มีเนื้อหาอธิบายรายละเอียดต่าง ๆ ของโดรน ทั้งประเภท ส่วนประกอบ อุปกรณ์ และหลักการทำงานของโดรนโดยภาพรวม อีกทั้ง นำเสนอแนวโน้มของเทคโนโลยีของโดรนในอนาคต

ประเภทของโดรน

โดรนถูกออกแบบและพัฒนามาเพื่อกิจกรรมประเภทใดประเภทหนึ่งซึ่งสามารถแบ่งประเภทตามรูปแบบการใช้งานได้ดังนี้

{{ brizy_dc_image_alt uid='wp-bfa03f7b766f2f2a8deb7b5de3444d09.jpg' }}

Northrop Grumman RQ 8 Fire Scout by US Navy

มีแบบแผนจาก UAV แบบ Schweizer Aircraft 330

โดรนปีกหมุนเดี่ยว

(Single-Rotor Drone)

ทำงานโดยใช้ใบพัดหลักหรือใบพัดประธานคล้ายเฮลิคอปเตอร์ สำหรับใช้ในการเคลื่อนที่และมีใบพัดหางขนาดเล็กอยู่บนส่วนของหาง เพื่อควบคุมทิศทางการบิน

{{ brizy_dc_image_alt uid='wp-baaa0967cc5c672ddf07d4c636f869ad.jpg' }}

PC-1: Vertical take-off and landing (VTOL)

with the Armed Forces of Ukraine

โดรนปีกหมุนหลายใบพัด

(Multi-Rotor Drone)

ทำงานตั้งแต่ 3, 4, 6 และ 8 ใบพัดหลัก เคลื่อนที่ขึ้น-ลง

ในแนวดิ่ง เป็นโดรนที่พบเห็นบ่อยมากที่สุด เคลื่อนตัวได้รวดเร็วและคล่องแคล่ว ไม่จำเป็นต้องใช้ลานบิน แต่มีข้อเสีย คือ ขีดความเร็วของการบินน้อยกว่าโดรนประเภท

อื่น ๆ

{{ brizy_dc_image_alt uid='wp-115815bdd736d1ca1dc43296d32ffdc8.jpg' }}

SkyGuardian UAS (unmanned aerial system)

UK Royal Air Force’s Protector program.

โดรนปีกติดลำตัว

(Fixed-Wing Drone)

มีลักษณะการทำงานคล้ายกับเครื่องบิน ทำให้ต้องอาศัยพื้นที่โล่งกว้างในการขึ้นและลงจอด เหมาะกับการใช้งานเพื่อสำรวจ ลาดตระเวนในพื้นที่กว้างใหญ่ บินด้วยความเร็วสูง ทนต่อแรงลม จึงนิยมนำมาใช้ทางการทหาร เนื่องจากสามารถบรรทุกของหนัก อย่างเช่นอาวุธยุทโธปกรณ์ได้ในระยะไกลและใช้พลังงานน้อย

{{ brizy_dc_image_alt uid='wp-94a0a64a72c1ab419f9cf8f008872cc9.png' }}

The rotary X-Engine (a Small Business Innovation Research: SBIR, grant from the US Army)

โดรนปีกติดลำตัวขึ้นลงแนวดิ่ง

(Fixed-Wing Hybrid Drone)

สามารถบินได้เร็วกว่า ไกลกว่า และมีประสิทธิภาพมากกว่าแบบปีกตรึง (Fixed-Wing Drone) เนื่องจากไม่จำเป็นต้องใช้รันเวย์แต่โดรนประเภทนี้มีอยู่น้อยในตลาดโลก

{{ brizy_dc_image_alt uid='wp-917c2d76b738f9f11086b67d97aa2bd5.jpg' }}

BQM-177A, US Navy’s next-generation

Sub-Sonic Aerial Target (SSAT).

โดรนเป้าฝึกยิงอาวุธ

(Target and Decoy Drone)

ใช้เป็นเป้าฝึกให้กับกำลังพลหน่วยต่อสู้อากาศยาน

และตรวจจับเป้าหมายที่อยู่เหนือผิวน้ำ ได้แก่ เรือขนาดเล็ก เรือขนาดใหญ่ อากาศยาน และอาวุธปล่อยนำวิถี โดยเฉพาะการบินโคจรเลียดผิวน้ำ (Sea skimming) เป็นเทคนิคของอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ เครื่องบินขับไล่ และเครื่องบินโจมตี เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจจับจาก Radar และ Infrared และลดความเป็นไปได้ที่จะถูกยิงตกระหว่างเข้าหาเป้าหมาย

{{ brizy_dc_image_alt uid='wp-40482b17367ae3803fd5c4ab5302fa0d.jpg' }}

DJI phantom 4 GPS Drone

โดรนติดตั้งระบบนำวิถี

(GPS Drone)

ติดตั้งระบบ GPS เอาไว้ สำหรับใช้ประโยชน์กับสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น การตั้งพิกัดเพื่อบินอัตโนมัติ สำหรับโดรนการเกษตร การวัดระยะทาง วัดพื้นที่ หรือเวลาที่โดรนถูกพัดหายไปก็สามารถตามหาจากพิกัด

GPSโดยใช้สัญญาณของดาวเทียมได้ เป็นต้น

{{ brizy_dc_image_alt uid='wp-c52696bb16778b3f24ad86025426ab19.jpg' }}

DJI Mavic 2 Zoom

โดรนสำหรับถ่ายภาพ

(Photography Drone)

ติดตั้งกล้อง HD ความละเอียดสูง สามารถถ่ายภาพ/

ถ่ายวิดีโอจากระยะไกลได้อย่างคมชัด บางรุ่นอาจมี Gimbal แกนกันสั่นเพื่อให้ได้ภาพที่นิ่งมากขึ้นด้วย

ตัวรีโมทมีปุ่มสำหรับควบคุมกล้องและสั่งงานถ่ายภาพได้ พร้อมจอแสดงภาพในกล้องแบบเรียลไทม์ หรืออาจใช้การเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน/แท็บเล็ต ผ่าน Wi-Fi แทนก็ได้เช่นกัน

{{ brizy_dc_image_alt uid='wp-c78df74d92e8e7565e3b4284a61c1b30.png' }}

Slaughterbots ผลงานของ Future of Life Institute

(ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Elon Musk และ Stephen Hawking)

โดรนขนาดเล็ก

(Trick Drone)

มีขนาดเล็กสำหรับใช้ฝึกบินและทำทริคง่าย ๆ เช่น ตีลังกา หมุนคว้างในอากาศ เป็นต้น ส่วนมากมีความกว้างไม่เกิน 5 เซนติเมตร น้ำหนักเบา เพียงไม่กี่กรัมเท่านั้น

บินง่าย เล่นง่าย เหมาะกับมือใหม่ใช้ฝึกบิน รวมถึงสามารถติดตั้งกล้องขนาดเล็กไว้ได้ แต่ไม่เหมาะจะใช้ในการถ่ายภาพโดยเฉพาะ นอกจากนี้

ยังสามารถติดตั้งเทคโนโลยี AI อย่างระบบจดจำใบหน้า (Face Recognition) มีเซนเซอร์หลบหลีกการโจมตีได้เอง (Tactical sensor) เพื่อใช้เป็นอาวุธสังหารได้อีกด้วย 

{{ brizy_dc_image_alt uid='wp-5a44e007792aee1e7a7aea3dfc87b0db.png' }}

Eachine Wizard TS215

โดรนสำหรับแข่ง

(Racing Drone)

ออกแบบให้ใช้เพื่อการแข่งขัน ถูกปรับแต่งให้สามารถเคลื่อนที่เปลี่ยนทิศทางได้อย่างรวดเร็ว ใช้สัญญาณควบคุมหลายคลื่นความถี่

เพื่อให้แน่ใจว่าการเชื่อมต่อระหว่างโดรนกับตัวควบคุมจะไม่มีการรบกวนจากสัญญาณอื่น ๆ มีโครงสร้างที่เบาบาง และไม่ได้รับผลกระทบจากลม ปัจจุบันนิยมใช้ร่วมกับแว่น VR เพื่อการความคุมที่แม่นยำขณะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง 

ส่วนประกอบของโดรน

การออกแบบและพัฒนา UAV ใช้หลักการของอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamic) เพื่อให้สามารถลอยตัวได้อย่างสมดุลมากที่สุด รวมถึงการติดตั้งด้วยแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (Circuit Board) ชิ้นส่วนอิเล็กทรอกนิกส์หรือชิป (Chipset) และซอฟต์แวร์ ไว้ด้านในที่เป็นหัวใจหลักของอุปกรณ์ชนิดนี้สำหรับวัสดุที่ใช้ในการผลิตโดรนมักเป็นวัสดุเชิงประกอบ หรือวัสดุคอมโพสิต (Composite materials) เพื่อช่วยเรื่องของน้ำหนักที่เบาลงและคล่องตัวตลอดระยะการบิน ซึ่งส่วนประกอบหลักของโดรนมีดังนี้

1) อุปกรณ์ควบคุมการบิน

(Flight Controller)

ตัวควบคุมการบินเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานของ UAV ทั้งหมด โดยจะมีหน้าที่ในการแปลงข้อมูลจากตัวรับสัญญาณ โมดูลจีพีเอส จอภาพ แบตเตอรี่ หน่วยตรวจวัดความเคลื่อนไหว และเซนเซอร์บนบอร์ดอื่น ๆ เพื่อควบคุมความเร็วมอเตอร์ผ่านทางอุปกรณ์แปลคำสั่ง (Electronic Speed Controller: ESC) เพื่อให้เกิดการเคลื่อนที่ของโดรนและการใช้งานในรูปแบบของระบบควบคุมอัตโนมัติ (Autopilot) ด้วยเช่นกัน

2) อุปกรณ์รับ-ส่งสัญญาณ

(Signal Receive-Transmit)

การติดต่อสื่อสารระหว่าง UAV กับสถานีควบคุมภาคพื้นดินมี 3 ช่องทางหลัก ซึ่งความถี่จะต้องไม่ทับซ้อนกัน เพื่อป้องกันการรบกวนสัญญาณกันภายในของแต่ละระบบ ซึ่งสัญญาณควบคุมการบินเป็นสัญญาณที่ส่งมาจากอุปกรณ์บังคับ เช่น Joystick เป็นต้น

3) มอเตอร์และใบพัด

(Motor & Propeller)

มอเตอร์ทั้งหมดนั้นรับข้อมูลจากผู้ควบคุมการบินและตัวควบคุมความเร็วอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ในการควบคุมมอเตอร์โดรนเพื่อให้ทั้งบินอยู่กับที่และบินเคลื่อนที่ไป

4) อุปกรณ์ควบคุมความเสถียรสำหรับรักษาสมดุล
(Gyro stabilization)

เป็นอุปกรณ์ที่ทำให้โดรนมีความสามารถบินได้นิ่มนวล มีเซนเซอร์ตรวจจับอัตราเร่งความเร็ว ลักษณะการทำงาน คือ ตรวจจับการเปลี่ยนแปลงลักษณะการหมุนทรงตัว เอียงตัว บิดตัว ตลอดจนมีข้อมูลนำเส้นทาง และส่งต่อไปยังระบบควบคุมการบิน (Flight Control System) เพื่อประมวลผล

5) อุปกรณ์ FPV

(First Person View)

เป็นอุปกรณ์ช่วยให้ผู้ควบคุมโดรนสามารถเห็นมุมมองภาพเสมือนจริงจากกล้องถ่ายภาพและกล้องถ่ายทอดภาพเคลื่อนไหวที่ส่งลงมายังศูนย์ควบคุมภาคพื้นดิน ทั้งนี้ FPV ทำให้อากาศยานไร้คนขับบินสูงขึ้นไปเท่าที่จะสูงได้และไกลเท่าที่จะไกลได้ดีกว่ามองจากภาคพื้นดินทำให้การบินมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งกีดขวางต่าง ๆ

ระบบควบคุมและสั่งการโดรน

การพัฒนาอากาศยานไร้คนขับหรือ UAV ควรคำนึงถึงคุณลักษณะหลัก ได้แก่ ระยะเวลาบิน ความเร็ว รัศมีปฏิบัติการ ความสูง และน้ำหนักรวม โดยมีรายละเอียดฟังก์ชันการทำงานหลัก ดังนี้

1) ระบบควบคุมการบิน

(Flight Control System)

ทำหน้าที่ควบคุม UAV ให้บินไปตามพิกัดที่ต้องการ โดยใช้วิทยุจากพื้นดินหรือควบคุมการบินด้วยระบบคอมพิวเตอร์

ประกอบด้วย ตัวแก้เอียง (Inertial Measurement Unit: IMU) ทำงานร่วมกับอุปกรณ์นำทางจีพีเอส

และเครื่องมือตรวจจับอื่น ๆ เพื่อรักษาระดับความสูงและตำแหน่ง

2) ระบบการปล่อยและลงจอด

(Launch and Landing System)

การปล่อยอากาศยานไร้คนขับขึ้นบินทำได้หลายวิธี

เช่น การยิงจากเครื่องส่ง (Launch) หรือการวิ่งขึ้นจากทางวิ่ง หรือการปล่อยจากอากาศยานขนาดใหญ่ เช่น C-130 เป็นต้น

โดยการกลับคืนฐานที่ตั้งก็สามารถทำให้หลายวิธี เช่น การจับด้วยตาข่าย การใช้ร่มชูชีพและการบังคับลงบนรันเวย์ เป็นต้น

{{ brizy_dc_image_alt uid='wp-1f70de264c58240913872915757cbfb5.png' }}

กองทัพเรือสหรัฐฯปล่อยโดรนขึ้นบินจากฐานทัพภาคพื้น

ภาพประกอบ : อ้างอิงจาก https://www.theguardian.com/news/2019/dec/04/are-drone-swarms-the-future-of-aerial-warfare

{{ brizy_dc_image_alt uid='wp-c21b3258e14e2cef973f2b6de10cc7fb.png' }}

นักบินควบคุม UAV ผ่านเครือข่ายสื่อสารจากสถานีภาคพื้น

ภาพประกอบ : อ้างอิงจาก https://geographicalimaginations.com/2017/05/30/the-final-arbiter/

3) ระบบนำร่องและนำวิถี

(Navigation and Guidance System)

ด้วยการใช้ระบบดาวเทียมนำทาง (Global Navigation Satellite System: GNSS) เพื่อบอกตำแหน่งทำงาน โดยคำนวณจากความถี่ของสัญญาณนาฬิกาที่ถูกส่งมาจากดาวเทียม ทำให้สามารถระบุตำแหน่งได้ทั่วโลก

โดยดาวเทียมประเภทนี้โคจรอยู่ในระดับกลาง ความแม่นยำของจีพีเอสควรใช้ดาวเทียมอย่างน้อย 4 ดวง ขึ้นไป แต่ก็มีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อความถูกต้องของการระบุตำแหน่งจีพีเอส เช่น

การเรียงตัวของดาวเทียม วิธีการวิเคราะห์ตำแหน่ง ชั้นบรรยากาศ คุณภาพข้อมูลจากดาวเทียม ผลกระทบการสะท้อนของสัญญาณ สัญญาณรบกวน และความสามารถในการกรองข้อมูล เป็นต้น

4) ระบบควบคุมและสนับสนุนภาคพื้น

(Ground Control Station)

หลักการทำงานคล้ายๆ กับระบบควบคุมภาคพื้นของอากาศยานทั่วไป โดยมีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานและข้อมูลต่าง ๆ ที่ส่งมาจากอากาศยานไร้คนขับ

นอกจากนั้น ยังสามารถควบคุมและสั่งการอุปกรณ์ตรวจวัดต่าง ๆ ทำงานตามที่เราต้องการ โดยส่งข้อมูลผ่านข่ายรับ-ส่งข้อมูลไร้สาย

5) อุปกรณ์ที่ติดตั้งเพิ่มเติม

(Payload)

อากาศยานไร้คนขับที่ทำหน้าที่สำรวจหรือตรวจการณ์จะนำอุปกรณ์ตรวจจับต่างๆ ขึ้นไป เช่น กล้องถ่ายภาพนิ่ง กล้องอินฟราเรด กล้องถ่ายภาพเคลื่อนไหว แบตเตอรี่ เรดาร์ เป็นต้น

แต่ในปัจจุบันได้มีการพัฒนา UAV ที่ทำหน้าที่สอดแนมและโจมตี จึงอาจมีการติดตั้งจรวดหรือระเบิดขนาดต่าง ๆ ตามภารกิจ

6) ระบบการเชื่อมต่อและเก็บข้อมูล

(Data Link and Storage System)

ระบบเชื่อมต่อระหว่างอากาศยานไร้คนขับ ระบบควบคุม และสนับสนุนภาคพื้น ใช้หลายย่านความถี่เช่นย่านความถี่สูง (HF) ย่านความถี่สูงมาก (VHF) และย่านไมโครเวฟ หากระบบเหล่านี้ขัดข้องจะส่งต่อไปยังข่ายอื่น ๆ เช่น ดาวเทียม หรือสถานีภาคพื้นดิน เป็นต้น

7) ระบบป้องกันตนเอง

(Self-Protection System)

ระบบจะป้องกันตนเองเบื้องต้นเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายกับอากาศยานในระหว่างการบิน เช่น เมื่อแบตเตอรี่ใกล้หมดแต่ยังไม่ถึงจุดร่อนลงอากาศยานจะร่อนลงเองอัตโนมัติเพื่อไม่ให้เกิดการทิ้งตัวในระหว่างการบินหรือร่มชูชีพในกรณีเครื่องตก

นอกจากนี้ การใช้วัสดุที่สามารถดูดกลืนคลื่นเรดาร์แบบเครื่องบินขับไล่ที่มีคุณสมบัติตรวจจับได้ยากของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง UAV ที่ติดตั้งระบบติดอาวุธจะต้องเพิ่มระบบป้องกันตัวเองให้เทียบเท่าอากาศยานแบบมีนักบิน

{{ brizy_dc_image_alt uid='wp-33875e0ae4ad7ef78e73e4c9becbfa7d.png' }}

ภาพรวมหลักการทำงานของโดรน

ภาพประกอบ : อ้างอิงจาก https://www.washingtonpost.com/wp-srv/special/national/drone-crashes/how-drones-work/

หลักการทำงานของโดรน

จากภาพโดรนถูกควบคุมและสั่งการจากสถานีภาคพื้นดิน (Ground control station) ซึ่งนักบินจะอาศัยระบบดาวเทียมในการติดตาม ตั้งแต่บินขึ้นจากผิวพื้นจนกว่าจะพ้นระดับสายตามองเห็น (Line of sight) โดยโดรนจะเชื่อมโยงข้อมูลโดยตรงผ่านระบบสื่อสาร (Satellite Antenna) เมื่อหลุดจากระดับสายตา สถานีควบคุมภาคพื้นดินจะเปลี่ยนระบบเชื่อมต่อเป็นระบบดาวเทียมสื่อสารเพื่อควบคุมการบินและโดรนยังใช้ระบบดาวเทียมนำทางเพื่อถ่ายทอดตำแหน่ง หากระบบการเชื่อมต่อขาดหายโดรนที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้จะบินเป็นวงกลมโดยอัตโนมัติหรือบินกลับไปยังฐานจนกว่าจะเชื่อมต่อสัญญาณได้อีกครั้ง

เทคโนโลยีโดรนแห่งโลกอนาคต

การเพิ่มขึ้นของการใช้งานโดรนทางการทหารนั้น เนื่องจากความทนทานของวัสดุที่เหนือกว่าและต้นทุนการดำเนินงานที่ต่ำส่งผลให้มีอัตราการผลิตโดรนทางทหารที่เพิ่มขึ้น ซึ่งคาดว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตของตลาดโดรนทางทหารในช่วงเวลาคาดการณ์ ดังนั้น ตลาดโดรนทางทหารจึงต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย เช่น การรวมเทคโนโลยี UAV กับ Boeing's Airpower Teaming System (ATS) อีกทั้งความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัลใหม่ ๆ อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) การคำนวณจากระบบฐานข้อมูลออนไลน์ (Cloud Computing) อินเตอร์เน็ตในทุกสิ่ง (Internet of Things: IoTs) ในอุปกรณ์โดรน หรือ UAV นำไปสู่ความต้องการที่เพิ่มขึ้นในหลายๆ ภาคส่วน ซึ่งคาดว่าการรวมตัวของปัญญาประดิษฐ์จะช่วยเพิ่มความสามารถของ UAV ให้มีความคิดเสมือนมนุษย์ในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งการยกตัว นำทาง รับ-ส่งข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล โดยไม่มีการแทรกแซงของมนุษย์ ซึ่งปัจจุบันภูมิภาคอเมริกาเหนือคาดว่าจะเป็นผู้นำตลาดโดรนทางทหารในช่วงปี 2018 ถึงปี 2025 ตามด้วยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อย่างไรก็ตาม การขาดกำลังพลที่มีทักษะ ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และได้รับการฝึกฝนมาเพื่อปฏิบัติการ UAV ในการใช้งานทางทหาร ถือเป็นความท้าทายที่สำคัญอย่างหนึ่งในตลาดโดรนทางทหาร

จากรายงานของ Global Military Drone Market Research Report ค.ศ. 2020-2026 ซึ่งมีผลการสำรวจด้านเทคโนโลยีโดรนเมื่อปี ค.ศ. 2019 ที่ผ่านมานั้น พบว่า

-ร้อยละ 85 เป็นการใช้งานโดรนแบบควบคุมอัตโนมัติจากระยะไกล

-ร้อยละ 11 เป็นการใช้งานโดรนแบบควบคุมแบบกึ่งอัตโนมัติ และ

-ร้อยละ 4 เป็นการใช้งานโดรนแบบควบคุมอัตโนมัติ โดยใช้ระบบนำร่องผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ถูกติดตั้งไว้ในอากาศยาน

{{ brizy_dc_image_alt uid='wp-7ebafe03a5841ca152a9de36cf24d3c3.png' }}

ผลการสำรวจส่วนแบ่งการตลาดของโดรน

จาก Global Military Drone Market Research Report ค.ศ. 2020-2026

ขณะนี้โลกกำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เกิดจากการใช้โดรนและเซ็นเซอร์ที่กำลังเริ่มแพร่หลายไปทั่วโลก ซึ่งการใช้งานโดรนเป็นการสร้างข้อมูลจำนวนมหาศาล ทำให้จุดเปลี่ยนที่สำคัญไม่ได้อยู่ที่ฮาร์ดแวร์หรืออุปกรณ์อีกต่อไป แต่กลับเป็นข้อมูลที่โดรนและเซ็นเซอร์ต่าง ๆ สร้างและรวบรวมขึ้น

ซึ่งประเด็นสำคัญนับจากนี้คงจะเป็นเรื่องของวิธีการนำข้อมูลจำนวนมหาศาลทั้งหมดมาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

บทสรุปส่งท้าย

โลกในวันนี้กลับเห็นความเปลี่ยนแปลงของสงครามในรูปแบบต่าง ๆ ที่เป็นผลจากพัฒนาการของระบบอาวุธใหม่และท้าทายอย่างมากถึงคุณค่าของระบบอาวุธแบบเก่าที่แม้จะยังมีคุณค่าในทางทหารแต่อาจไม่ได้มีมากเท่ากับในอดีต ดังจะเห็นได้ถึงการก่อตัวและเกิดขึ้นของสงครามแบบใหม่ที่มาพร้อมกับอาวุธชนิดใหม่ ๆ ด้วยแบบแผนของสงครามใหม่ที่เรียกว่า "สงครามโดรน" (Drone Warfare)

ซึ่งโดรนก็เหมือนกับคอมพิวเตอร์ที่บินได้ที่มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ ตัวควบคุมการบินและแผงวงจรหลักคอมพิวเตอร์ที่มีรหัสโปรแกรมที่สามารถถูกโจรกรรมข้อมูล และเข้าถึงข้อมูลที่อยู่ในโดรนผ่านเครือข่ายไร้สายได้ ดังนั้น การจัดทำแนวทางปฏิบัติเพื่อปกป้องโดรนให้พ้นจากนักโจรกรรมข้อมูลจึงจำเป็นต้องพิจารณาเป็นอันดับแรก มิฉะนั้นโดรนอาจกลายมาเป็นยุทโธปกรณ์ที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ได้

{{ brizy_dc_image_alt uid='wp-dfd3086bd2b9f4ad27efb11630ba80ac.png' }}

อ้างอิง

Airforce Technology. 2564. PC-1 Multipurpose Quadcopter (Online).

https://www.airforce-technology.com/projects/pc-1-multipurpose-quadcopter/
สำรวจเมื่อ 3 กุมภาพันธ์ 2564.

MarketsandMarkets. 2562. Global Military Drone Market Research Report 2020-2026 (Online).

https://www.marketsandmarkets.com/Market-Reports/military-drone-market-221577711.html/

สำรวจเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2564.

Mike Ball. 2563. New Hybrid-Electric Technologies for UAVs Under Development (Online). 

https://www.unmannedsystemstechnology.com/2020/10/new-hybrid-electric-technologies-for-uavs-under-development/.

สำรวจเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2564.

The Washington Post. 2557.  How drones are controlled (Online).

https://www.washingtonpost.com/wp-srv/special/national/drone-crashes/how-drones-work/

สำรวจเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2564.

นาวาอากาศเอก เสกสัณน์ ไชยมาตย์. อากาศยานไร้นักบิน: กำลังทางอากาศที่จำเป็นสำหรับกองทัพยุคใหม่.

วารสารสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ.

จัดทำโดย

ศูนย์ประสานงานสารนิเทศ ศูนย์ปฏิบัติการ กองทัพบก (ศปสท. ศปก. ทบ.)

 2,426 total views

บทความทางทหาร

EP.1 โดรนติดอาวุธพลิกโฉมเกมการสงคราม

โดรน (Drone)

ตอนที่ 1 โดรนติดอาวุธพลิกโฉมเกมการสงความ

บทนำ

ปัจจุบันอากาศยานไร้คนขับหรือ “โดรน” เข้ามามีบทบาทในการปฏิบัติการทางทหารมากขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการลาดตระเวนและเฝ้าตรวจ การค้นหาเป้าหมาย รวมทั้งภารกิจพิเศษอื่น ๆ ดังนั้น การทหารในยุคนี้ประเทศใดมีความเหนือชั้นทางเทคโนโลยีดิจิทัลที่มากกว่าย่อมได้เปรียบกว่า ยกตัวอย่างเช่น ประเทศมหาอำนาจ เช่น สหรัฐอเมริกาที่ใช้อากาศยานไร้คนขับ “MQ-9 Reaper” เพียงแค่ 1 ลำ ในการปฏิบัติการลอบสังหาร นายพลกาเซ็ม โซไลมานี อดีตผู้บัญชาการกองกำลังคุดส์ผู้ทรงอิทธิพลของอิหร่าน เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.2563 โดยไม่จำเป็นต้องใช้กำลังทหารเข้าปฏิบัติการโดยตรงต่อเป้าหมาย อันอาจจะก่อให้เกิดความเสี่ยงในการสูญเสียด้านกำลังพลเหมือนเช่นในอดีต และล่าสุดในสงความช่วงชิงดินแดนระหว่างอาร์เมเนียกับอาเซอร์ไบจาน เมื่อเดือน ตุลาคม พ.ศ.2563 ที่ผ่านมา อาเซอร์ไบจานส่งฝูงบินโดรน “Bayraktar TB2” ขึ้นจากฐานบินภายในประเทศเข้าโจมตีกองกำลังอาร์เมเนียในพื้นที่พิพาทนาร์กอโน-คาราบักห์ ส่งผลให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศ และยุทโธปกรณ์หลักทางทหารของอาร์เมเนียถูกทำลายเป็นมากกว่า 660 เป้าหมาย คิดเป็นมูลค่ากว่า 1.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ รวมทั้งอาร์เมเนียยังสูญเสียกำลังทหารและพลเรือนหลายชีวิต ส่งผลให้สงครามระหว่างสองประเทศที่ยืดเยื้อกันมาหลายทศวรรษยุติลง โดยมีอาเซอร์ไบจานเป็นผู้ชนะสงคราม ด้วยศักยภาพที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ทำให้แนวโน้มการใช้โดรนสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้ในการเพิ่มขีดความสามารถในการรวบรวมข่าวสาร การโจมตีต่อระบบป้องกันภัยทางอากาศ จนถึงการใช้ประกอบกับระบบอาวุธในการปฏิบัติทางยุทธวิธีที่สามารถทดแทนการปฏิบัติการทางทหารในรูปแบบเดิมได้

วิวัฒนาการของโดรน

วิวัฒนาการของโดรนเปรียบเสมือนกับวิวัฒนาการของโทรศัพท์เคลื่อนที่ คอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่อินเตอร์เน็ต ที่เกิดจากงานอดิเรกธรรมดาสู่การเป็นเทคโนโลยีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก นวัตกรรมที่พัฒนาอย่างรวดเร็วนี้ ทำให้โดรนมีขนาดเล็กลง มีความปลอดภัยมากขึ้น อีกทั้ง มีราคาที่ถูกลงทำให้ง่ายต่อการจัดหา หากเทียบกับช่วงต้นของการเปิดตัวอากาศยานไร้คนขับประเภทนี้ ในขณะที่ฟังก์ชันทางด้านควบคุมระบบการบินและการนำร่องต่าง ๆ ตลอดจนคุณภาพของกล้องตรวจการณ์ที่ใช้ในโดรนก็ยังมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง

อากาศยานไร้คนขับโดรน (Drone) หรือยูเอวี (Unmanned Aerial Vehicle: UAV) เป็นอากาศยานที่ไม่มีนักบินประจำการอยู่บนอากาศยาน โดยสามารถควบคุมได้ 2 ลักษณะ คือ 1) การควบคุมอัตโนมัติจากระยะไกล โดยการควบคุมจากหอบังคับการบินที่มีนักบินประจำการอยู่บนภาคพื้นในระยะที่ไม่ไกลมาก หรือในระดับที่สายตามองเห็น (Line of Sight) และ 2) การควบคุมแบบอัตโนมัติโดยใช้ระบบการบินด้วยตนเองด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ถูกติดตั้งไว้ในอากาศยาน

ในยุคแรก ๆ โดรนถูกใช้งานเพื่อภารกิจการลาดตระเวนหาข่าว และเนื่องจากโดรนมีจุดเด่นในเรื่องการลดเกณฑ์เสี่ยงในการสูญเสียนักบิน ประหยัดงบประมาณในการผลิต เป็นระบบที่ไม่ซับซ้อนมากนัก มีขนาดเล็ก ทำการตรวจจับได้ยาก มีความคล่องตัวสูง ระยะเวลาบินไม่ขึ้นอยู่กับความเมื่อยล้าของนักบิน เพราะใช้นักบินภายนอก (External Pilot) ดังนั้น โดรนจึงได้ถูกพัฒนาให้มีความทันสมัยมากขึ้น และใช้ในภารกิจหลากหลายมากขึ้น ซึ่งสามารถแบ่งประเภทของโดรนตามลักษณะการใช้งานได้ 6 ประเภท ดังนี้

  1. ใช้เป็นเป้าหมายหรือเป้าล่อ ในการฝึกให้กับพลยิงปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานหรือขีปนาวุธพื้นสู่อากาศ
  2. ใช้เป็นอุปกรณ์สนับสนุนการลาดตระเวนและเฝ้าตรวจสนามรบ เพื่อสนับสนุนการผลิตข่าวกรองการรบ
  3. ใช้ในภารกิจการโจมตี
  4. ใช้ในภารกิจการส่งกำลังบำรุง โดยยูเอวีที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อรองรับภารกิจการขนส่งหรือยกหิ้วสิ่งอุปกรณ์ต่าง ๆ
  5. ใช้ในการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้สามารถสนองตอบความต้องการและนำไปใช้จริงได้
  6. ใช้ในทางพลเรือนและทางการตลาด

บทบาทของโดรนทางทางทหาร

โดรนถูกพัฒนาขึ้นครั้งแรกจากแนวคิดของบิดาแห่งไฟฟ้ากระแสสลับ Nikola Tesla ในปี ค.ศ.1915 และถูกสร้างเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ.1916 โดย Archibald Montgomery นักวิทยาศาสตร์และเป็นนักวิศวกรรมที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับอากาศยานเพื่อใช้เป็นเป้าฝึกทางการทหาร ต่อมาหลังจากช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 นั้นโดรนได้ถูกนำมาพัฒนาอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว จากนั้นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดรนยังถูกนำมาเป็นเป้าฝึกให้กับพลยิงปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน โดยหลังจากหมดยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 รัสเซียเริ่มมีการประยุกต์ใช้เครื่องยนต์ไอพ่นร่วมกับโดรน และสหรัฐอเมริกามีการพัฒนาโดรนให้มีขนาดเล็กลง จนนำไปสู่การใช้โดรนในภารกิจสอดแนมทางทหาร ที่มี่ชื่อว่า “พรีเดเตอร์” เป็นอากาศยานไร้คนขับติดอาวุธ ซึ่งมีกำลังเครื่องยนต์อยู่ที่ 101 แรงม้า เพดานบินสูงสุดอยู่ที่ 7,600 เมตร และสามารถบินด้วยความเร็วสูงสุดถึง 216 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

 

 

โดรนถูกนำมาใช้ในการรบครั้งแรกเมื่อ ปี ค.ศ.2001 ในสงครามที่อัฟกานิสถาน ซึ่งถูกใช้ในภารกิจการสังหารกลุ่มผู้นำของอัลกออิดะฮ์ ต่อมาโดรนถูกใช้ในการรบในอีกหลายสมรภูมิความขัดแย้ง เช่น อิรัก ปากีสถาน โซมาเลีย และเยเมน โดยเฉพาะในปากีสถานที่มีการโจมตีทางอากาศนั้นมีการใช้โดรนในภารกิจสูงถึง 300 ครั้ง

ในช่วง 10 ปีแรกของการใช้โดรนในการปฏิบัติการทางทหารนั้นมีเพียงสหรัฐอเมริกาประเทศเดียวที่มีกองทัพโดรนอยู่ในประจำการ แต่ในปัจจุบันมีมากถึงกว่า 70 ประเทศที่มีกองทัพโดรนอยู่ในประจำการ จากนักวิเคราะห์ข้อมูลทางการทหาร เผยว่า นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการแข่งขันเท่านั้น ปัจจุบันสหรัฐอเมริกามีกองทัพโดรนอยู่ในประจำการราว 7,500 ลำ ทั้งโดรนขนาดเล็กสำหรับภารกิจการสอดแนมทางทหาร และขนาดใหญ่เทียบเท่าอากาศยานรบ สืบเนื่องจากการแข่งขันทางด้านเทคโนโลยีดังกล่าวทำให้ กลุ่มประเทศในยุโรปมีการร่วมกันพัฒนาโดรนภายใต้โครงการที่มีชื่อว่า “nEUROn” ซึ่งต้องการที่จะพัฒนาโดรนให้มีขนาดเทียบเท่าเครื่องบินขับไล่เอนกประสงค์แบบ F-16 โดยให้มีศักยภาพในการหลบเลี่ยงและยากต่อ
การตรวจจับ รวมทั้ง ยังมีการพัฒนาโดรนอีกหลายชนิด เช่น โดรนที่สามารถขึ้นลงในแนวดิ่งได้เช่นเดียวกับเฮลิคอปเตอร์ หรือ นาโนโดรน ซึ่งมีน้ำหนักเบาเพียง 16 กรัม

กองทัพโดรนในสงครามยุคใหม่

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 มีการคาดการณ์ว่าจะเป็นครั้งแรกของโลกที่จะได้เห็นโดรนออกปฏิบัติการทางทหารด้วยการเป็น “นักล่าสังหาร” (Hunter Killer) ต่อบุคคลเป้าหมาย ซึ่งเป็นสิ่งบ่งชี้ให้เห็นว่าโดรนกำลังเข้ามามีบทบาททางทหารมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น

สหรัฐอเมริกา – เป็นประเทศอันดับต้นๆ ของสงครามโดรนจากปฏิบัติการลอบสังหาร พลตรี กาเซ็ม โซเลมานี ผู้บัญชาการกองกำลังคุดส์ ของอิหร่าน ตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งปฏิบัติการครั้งนี้ ใช้ “โดรน” เพียงตัวเดียวโจมตีรถยนต์ที่ พลตรี กาเซ็ม โซเลมานี นั่งมาด้วย (ม.ค. 2563) ทั้งนี้ การโจมตีเพื่อสังหารผู้บัญชาการกองกำลังคุดส์ของอิหร่านนั้นใช้โดรนสังหารรุ่น MQ-9 Reaper ที่ติดตั้งระบบกล้องถ่ายภาพความร้อนด้วยรังสีอินฟราเรด มีเครื่องค้นหาระยะด้วยแสงเลเซอร์และอุปกรณ์กำหนดที่ตั้งเป้าหมายที่มีความแม่นยำสูง ประจำการในกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา มีราคาเริ่มที่ 16.9 ล้านดอลลาร์ เคยถูกนำไปใช้ปฏิบัติการในอัฟกานิสถาน อิรัก เยเมน และลิเบีย

 

 

ตุรกี – โดรน Bayraktar TB2 ถูกใช้งานในหลายสมรภูมิและประสบความสำเร็จมาก เช่น ในจังหวัดอิดลิบของซีเรีย ซึ่งตุรกีใช้โดรนสกัดกั้นการปฏิบัติการรุกของกองทัพรัฐบาลซีเรียได้สำเร็จ กดดันให้รัฐบาลซีเรียและผู้สนับสนุนต้องยอมรับข้อตกลงหยุดยิงกับกลุ่มกบฏที่ตุรกีสนับสนุน ไม่สามารถยึดอิดลิบได้อย่างเด็ดขาด ต่อมาตุรกีได้ส่งโดรนไปสนับสนุนกองกำลังฝ่ายรัฐบาลปรองดองแห่งชาติลิเบียที่กรุงตริโปลี สกัดกั้นการปฏิบัติรุกของกองทัพแห่งชาติลิเบียของจอมพลฮาฟตาร์ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากหลายประเทศ (รอยเตอร์, มี.ค. 2563) เช่น อียิปต์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รัสเซีย เป็นต้น นอกจากนี้ หน่วยงานเทคโนโลยีวิศวกรรมกลาโหมและการค้าของตุรกีกำลังจะก้าวสู่แถวหน้าของโลกในการสงครามยุคใหม่ด้วยการพัฒนากามิกาเซ่โดรน ชื่อว่า “คาร์กู (Kargu)” ที่แปลว่า เหยี่ยว (เป็นคำที่ใช้เรียกหอสังเกตการณ์) ที่มีน้ำหนักเบาประมาณ 7 กิโลกรัม ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ระบบ 4 ใบพัด ลักษณะไม่ต่างกับโดรนพลเรือนที่ใช้ถ่ายภาพถ่ายทางอากาศ โดรนคาร์กูยังถูกออกแบบไว้ใช้เป็นระเบิดเคลื่อนที่ สามารถติดตั้งหัวรบได้สามรูปแบบ ได้แก่ 1) กระสุนระเบิดทวิประสงค์ (ที่มีการบรรจุสะเก็ดสังหาร) 2) กระสุนระเบิดแบบเจาะเกราะ (สำหรับทำลายเป้าหมายประเภทยานเกราะ) และ 3) กระสุนระเบิดเพลิงที่เหมาะสำหรับกำจัดเป้าหมายในอาคารหรือบังเกอร์

 

รัฐเซีย – เว็บไซต์เดอะ ซัน (ส.ค. 2563) รายงานว่า โดรนใต้น้ำ ติดหัวรบนิวเคลียร์ไร้คนขับของรัสเซียที่มีอำนาจทำลายล้งสูง ชื่อว่า “โพไซดอน (Poseidon)” ภายใต้การนำของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในการทดสอบขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งโดรนชนิดนี้ มีขีดความสามารถในการแล่นใต้น้ำด้วยความเร็ว 85 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีพิสัยในการแล่นข้ามทวีป ในระยะทางได้ไกลถึง 10,000 กิโลเมตร อีกทั้งยังสามารถติดหัวรบนิวเคลียร์ขนาด 100 เมกะตัน

อิสราเอล – เป็นอีกประเทศมหาอำนาจด้านอาวุธ UAV เช่นกัน เพราะได้คิดค้นอากาศยานไร้คนขับโดรน(UAV) ประจำการตั้งแต่ปี ค.ศ.1980  โดยใช้ระบบ Male UAV แบบ Heron ทำการบินครั้งแรกปีใน ค.ศ.1994 สำหรับภารกิจลาดตระเวนและเฝ้าตรวจสถานที่สำคัญ ตามรายงานการใช้โดรนของอิสราเอลนั้นเป็นสิ่งบอกเหตุว่ามีอิสราเอลมีโดรนประจำการอยู่เป็นจำนวนมาก เช่นเหตุการณ์ฝูงบินโดรนสังหารกองทัพอิสราเอลโจมตีฐานที่ตั้งทางทหารของอิหร่านในดินแดนซีเรีย (ส.ค. 2563) นอกจากนี้ อิสราเอลได้พัฒนาระบบอาวุธต่อต้านอากาศยานและต่อต้านขีปนาวุธที่ใช้พลังงานเลเซอร์ ซึ่งคาดว่าเป็นการพัฒนาแบบก้าวกระโดดทางเทคโนโลยี ที่มีชื่อว่า “โดรนโดม” สำหรับการป้องกันภัยทางอากาศในระยะใกล้

อิหร่าน – กองทัพอิหร่านมีขีดความสามารถมากที่สุดประเทศหนึ่งในตะวันออกกลาง ซึ่งใช้งบประมาณด้านการทหารเมื่อปี พ.ศ. 2562 ประมาณ 17,428 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (3.8% ของ GDP) นอกจากนี้ องค์การอุตสาหกรรมการบินของอิหร่าน (Iran Aviation Industries Organization) อ้างเมื่อ ธ.ค. 2561 ว่า ศักยภาพการผลิต UAV ของอิหร่านอยู่ในอันดับ 5 ของโลก โดยอิหร่านได้ออกแบบและพัฒนาอากาศยานไร้นักบินขึ้นในปี ค.ศ. 2009 ใช้ชื่อรุ่นว่า “Karrar” และหลังจากนั้นก็พัฒนาเรื่อยมา โดยรุ่นที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ The Shahed 129 ออกแบบและผลิตโดยแผนกการบินและอวกาศของกองทัพพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guards Corps: IRGC) เพื่อใช้ในภารกิจลาดตระเวนและโจมตีประเทศซีเรีย

ข้อดีของโดรน

  • เล็ก เงียบ ยากต่อการตรวจการณ์ – เป็นเหมือนอากาศยานรบจู่โจม เพียงแต่มีขนาดเล็กกว่า อาทิ MQ-9 Reaper ใช้เครื่องยนต์ใบพัดขนาด 900 แรงม้า ซึ่งทำให้ยากต่อการตรวจการณ์และสามารถทำการการบินในเพดานบินระดับต่ำ ส่งผลให้ยากต่อการถูกตรวจจับจากเรดาร์หรือระบบแจ้งเตือนภัยทางอากาศ
  • ไม่เสียกำลังพล ใช้การควบคุมจากระยะไกล– ควบคุมด้วยรีโมตคอนโทรลในระยะปฏิบัติการ โดยทีมควบคุม 3 ตำแหน่ง คือ นักบิน (Pilot), เจ้าหน้าที่คุมเซนเซอร์ชี้เป้า (Sensor Operator) และเจ้าหน้าที่ประสานงาน (Mission Intelligence Coordinator) แต่ใช้คนนั่งบังคับควบคุม
    2 คน คือ นักบิน และเจ้าหน้าที่ชี้เป้า ดังนั้น จึงเป็นการลดอัตราการสูญเสียกำลังทหารในการปฏิบัติการอีกด้วย
  • ออกแบบมาให้ติดตั้งอาวุธได้เพื่อล่าและทำลาย – สามารถติดตั้งอาวุธหลายรูปแบบ เช่น มิสไซล์โจมตีอากาศสู่พื้น AGM-114 Hellfire, ระเบิดนำวิถีด้วยแสงเลเซอร์ GBU-12 Paveway II, ระเบิดนำวิถี Joint Direct Attack Munition (JDAM), มิสไซล์โจมตีอากาศสู่พื้นแบบ Brimstone, จรวดต่อสู้แบบอากาศสู่อากาศ AIM-9 Sidewinder และแบบ AIM-92 Stinger นอกจากนี้ ยังมีระบบกล้องถ่ายภาพความร้อนด้วยรังสีอินฟราเรด มีเครื่องค้นหาระยะด้วยแสงเลเซอร์และอุปกรณ์กำหนดที่ตั้งเป้าหมายโจมตีด้วยความแม่นยำสูง เพื่อจู่โจมและทำลายโดยเฉพาะ
  • ใช้ในภารกิจสอดแนมทางทหารได้ – เหมาะสำหรับประยุกต์ใช้ในการตรวจลาดตระเวนและสอดแนมโดยมีกล้องความคมชัดสูงติดไว้ด้านหน้า รวมถึง ติดตั้งเทคโนโลยีกล้องจับความร้อน (Thermographic camera) ดังนั้น เป้าหมายที่เป็นสิ่งมีชีวิตจึงไม่สามารถซ่อนพรางได้ในที่โล่งแจ้งแม้จะเป็นเวลากลางคืน
  • ขีดความสามารถด้านการบิน – สามารถบินได้ด้วยความเร็ว เมื่อบินได้เร็วก็สามารถดำเนินการต่อเป้าหมายได้เร็วขึ้น และระยะเวลาบินที่นานก็จะสามารถรองรับภารกิจได้หลากหลายมากขึ้น

บทส่งท้าย

ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันซึ่งมีการแข่งขันสูงทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายชนิดมีขนาดเล็กลงแต่ยังคงมีประสิทธิภาพ ทั้งเซ็นเซอร์วัดทิศทาง ชิปจีพีเอส เครื่องวัดสนามแม่เหล็กเป็นต้น ทำให้การพัฒนาโดรนนั้นเป็นไปได้ง่ายขึ้น ออกแบบและใช้งานได้หลากหลาย นอกจากจะใช้โดรนในการสงครามแล้วยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานในอีกหลายๆ สาขา อาทิ มหาวิทยาลัยยูทาห์-สเตทในสหรัฐอเมริกาได้สร้างโดรนในชื่อแอ็กกีแอร์ (AggieAir) ใช้สำรวจพื้นที่ชุ่มน้ำ วัดอัตราการเติบโตของต้นไม้ ทำแผนที่การกระจายพันธุ์ของพืช เก็บข้อมูลสันดอนทรายกลางแม่น้ำ เก็บข้อมูลเพื่อวิเคราะห์เกี่ยวกับระดับความชื้นในดิน เป็นต้น มีการใช้โดรนในการเก็บข้อมูลและสำรวจสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ สำรวจแม่น้ำและมหาสมุทรด้วย ใช้ในการสำรวจท่อส่งก๊าซ ค้นหาบุคคลสูญหาย และในอังกฤษยังใช้โดรนในการตรวจสอบสภาพการจราจรในชั่วโมงเร่งด่วนด้วย อีกทั้ง มหาวิทยาลัยโคโลราโดยังมีการพัฒนาโดรนในชื่อโกเจตต์ (GoJett) ที่บินด้วยความเร็วเกิน 1,225 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อใช้สำหรับเก็บข้อมูลใจกลางพายุเฮอร์ริเคน ยังมีการพัฒนา LifeDrone ที่ไว้สำหรับช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดยการหย่อนเสื้อชูชีพให้ผู้ประสบภัยตามชายฝั่งขณะมีพายุ และยังมี RoboBee ซึ่งมีขนาดเล็กสามารถนำไปใช้ผสมเกสรดอกไม้เหมือนผึ้ง ช่วยเหลือผู้ประสบภัยและตรวจการจราจรบนท้องถนน รวมถึงพัฒนาให้ RoboBee สามารถทำงานร่วมกันเป็นฝูงได้อีกด้วย

 

สำหรับประเทศไทย มีการใช้โดรน ในการลาดตระเวน สนับสนุนข้อมูลทางอากาศ และสนับสนุนด้านการบรรเทาสาธารณภัย เช่น การค้นหาผู้ประสบภัย โดยการปฏิบัติภารกิจภายใต้ความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีข้อตกลงระหว่างประเทศในการใช้โดรนในภูมิภาค หรือข้อกฎหมายใด ๆ เพื่อกำหนดขอบเขตการใช้งาน ดังนั้น แม้ว่าโดรนจะเป็นเทคโนโลยีสุดล้ำ แต่ความท้าทายสำคัญ คือ การออกกฎหมายเกี่ยวกับการบังคับใช้โดรนอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นขนาดของตัวเครื่อง การบังคับการบิน ใบอนุญาตนักบิน และการประกันความปลอดภัย เป็นต้น

อ้างอิง

  • การทูตและการทหาร Military & Diplomacy. สงครามจำกัดขอบเขตมีส่วนช่วยให้การใช้งานโดรนของตุรกีประสบความสำเร็จ (Online). https://militaryanddiplomacy.com/ สำรวจเมื่อ 7 มกราคม 2564.
  • กองศึกษาวิจัยทางยุทธศาสตร์และความมั่นคงฯ. 2556. เทคโนโลยีโดรน : บทบาทจริยธรรมในการนำมาใช้ (Online). https://www.sscthailand.org/ สำรวจเมื่อ 5 มกราคม 2564.
  • อาลี เครน. 2561. ธุรกิจเกิดใหม่สู่การเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่: วิวัฒนาการของโดรนดีเจไอ (DJI) (Online). http://learn.gistda.or.th/ 2018/06/17/วิวัฒนาการของโดรน/ สำรวจเมื่อ 6 มกราคม 2564.
  • General Atomics Aeronautical Systems, Inc. (GA-ASI). MQ-9A “Reaper” (Online). https://www.ga-asi.com/remotely-piloted-aircraft/mq-9a สำรวจเมื่อ 6 มกราคม 2564.
  • 2563. Rotary Wing Attack Drone Loitering Munition System (Online). https://www.stm.com.tr/en/kargu-autonomous-tactical-multi-rotor-attack-uav สำรวจเมื่อ 7 มกราคม 2564.
  • Nisachon S. โดรนสังหารของสหรัฐฯ อาวุธทางเทคโนโลยีที่จะมาพลิกโฉมเกมการสงคราม (Online). https://www.dailygizmo.tv/ 2020/03/03/killing-drone-mq-9-reaper/ สำรวจเมื่อ 5 มกราคม 2564.
  • Robert Wood. RoboBees: Autonomous Flying Microrobots (Online). https://wyss.harvard.edu/ technology/robobees-autonomous-flying-microrobots/ สำรวจเมื่อ 7 มกราคม 2564.
  • Russ Read. World’s most feared drone: CIA’s MQ-9 Reaper killed Soleimani (Online). https://www.washingtonexaminer.com/policy/defense-national-security/ สำรวจเมื่อ 7 มกราคม 2564.

จัดทำโดย

ศูนย์ประสานงานสารนิเทศ ศูนย์ปฏิบัติการ กองทัพบก (ศปสท. ศปก. ทบ.)

บทความทางทหาร

เครื่องกลับตะเข็บและบรรจุกระสอบทราย หน่วย ช.21

เครื่องกลับตะเข็บและบรรจุกระสอบทราย หน่วย ช.21

โดย : กรมการทหารช่าง

 

ความเป็นมา

กระสอบทรายเป็นสิ่งอุปกรณ์ทางทหารอย่างหนึ่งที่ใช้ในภารกิจต่างๆ เช่น วางรอบเต็นท์ หลุมสั่งการ หลุมบุคคล หลุมปืนกล

แม้แต่การช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัย อุปกรณ์นี้ยังสามารถนำดินทรายในพื้นที่มาบรรจุลงกระสอบได้ทันทีซึ่งทำให้สามารถปฏิบัติงานงานได้รวดเร็วขึ้น กระสอบทรายที่นำมาใหม่มีตะเข็บค่อนข้างแข็งและคม อาจจะเป็นอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงานได้ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงได้ประดิษฐ์เครื่องกลับตะเข็บ และบรรจุกระสอบขึ้นมาเพื่อช่วยในการปฏิบัติงาน เพื่อลดเวลาในการกลับตะเข็บและเพิ่มความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติและสามารถบรรจุทรายได้ในปริมาณเท่าๆกัน

วัตถุประสงค์

  1. 1. เพื่อช่วยให้การกลับตะเข็บกระสอบทรายได้ง่ายขึ้น
  2. 2. เพื่อช่วยบรรจุทรายได้ปริมาณเท่าๆ กันทุกกระสอบ

อ่าน “เครื่องกลับตะเข็บและบรรจุกระสอบทราย หน่วย ช.21” ฉบับเต็ม

 

 

 

บทความทางทหาร

นโยบายการฝึกศึกษาของ ทบ. ไปสู่การปฏิบัติตามภารกิจหน้าที่ความรับผิดชอบ

นโยบายการฝึกศึกษาของ ทบ. ไปสู่การปฏิบัติตามภารกิจหน้าที่ความรับผิดชอบ
 โดย :  กองพัฒนาหลักนิยม ศูนย์พัฒนาหลักนิยมและยุทธศาสตร์ กรมยุทธศึกษาทหารบก (กพล.ศพย.ยศ.ทบ.)

กองทัพบกยึดถือหลักนิยมหลัก(Capstone) ในเรื่องของหลักนิยมการรบอากาศ-พื้นดิน รส.100-5 เช่นเดียวกับ กองทัพบกสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีจุดเด่นในเรื่องของการสนธิพลังอำนาจการรบร่วม และการรบผสมเหล่า จึงมุ่งเน้นการเป็นฝ่ายครองความริเริ่ม มีความว่องไว และการประสานความสอดคล้องในการปฏิบัติ, การขยายผล และดำรงความลึก ความหนุนเนื่อง ตลอดพื้นที่โครงร่างสนามรบ รวมถึงระบบอากาศ-พื้นดินของ ทบ. หรือ Army Air-Ground System ซึ่งเป็นที่มาของการรบที่มีเครือข่ายศูนย์กลาง อย่างไรก็ตามสภาพแวดล้อมของโลกที่มีความสลับซ้อนและภัยคุกคามรูปแบบผสมเข้ามาเป็นปัจจัยนำเข้า (Input) ซึ่งเป็นความท้าทายต่อภารกิจและความรับผิดชอบในการจัดการเรียนการสอนกระบวนการคิดและวางแผนของโรงเรียนเสนาธิการทหารบกการเรียนการสอนจึงจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาปรับปรุงและประยุกต์หลักนิยมที่ทันสมัย สอดคล้องกับภารกิจของกองทัพบกในยุคปัจจุบันเข้ามาเสริม เพื่อให้ครอบคลุมและรองรับต่อภัยคุกคามทางพื้นดินทุกรูปแบบรวมถึงภัยคุกคามรูปแบบผสม ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่พัฒนาขึ้นมาท่ามกลางสภาพแวดล้อมของโลกที่มีความสลับซับซ้อน

 

อ่าน “นโยบายการฝึกศึกษาของ ทบ. ไปสู่การปฏิบัติตามภารกิจหน้าที่ความรับผิดชอบ” ฉบับเต็ม >>> คลิกที่นี่ <<<

บทความทางทหาร

การพัฒนาหลักนิยมทางทหารของกองทัพบก

การพัฒนาหลักนิยมทางทหารของกองทัพบก

กองพัฒนาหลักนิยม
ศูนย์พัฒนาหลักนิยมและยุทธศาสตร์ กรมยุทธศึกษาทหารบก (กพล.ศพย.ยศ.ทบ.)

 

การใช้หลักนิยมทางทหารจะไม่ใช่หลักประกันว่าจะประสบชัยชนะในสงครามเสมอไป แต่ฝ่ายที่ไม่ใช้หลักนิยมทางทหารมักจะเป็นฝ่ายที่พ่ายแพ้ และในทำนองเดียวกัน ถ้านำไปใช้ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์และสภาวะแวดล้อม ก็อาจประสบกับความล้มเหลวได้เช่นกัน”
การเขียนเนื้อหาเกี่ยวกับการพัฒนาหลักนิยม ในวารสารเสนาธิปั ตย์นั้น เคยมีผู้เขียนไว้ แต่ไม่มาก ผู้เขียนจึงขอนำเนื้อหาเกี่ยวกับการพัฒนาหลักนิยมที่ศูนย์พัฒนาหลักนิยมและยุทธศาสตร์ กรมยุทธศึกษาทหารบกเป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบมากล่าวไว้ เพื่อให้ผู้อ่านได้ติดตามอ่านประดับความรู้เพิ่มเติม มาติดตามเนื้อหากันเลยครับ

อ่าน “การพัฒนาหลักนิยมทางทหารของกองทัพบก” ฉบับเต็ม >>> คลิกที่นี่ <<<

บทความทางทหาร

การต่อต้านการก่อการร้าย, อาวุธอานุภาพทำลายล้างสูง และภัยคุกคามในแบบลูกผสม

การต่อต้านการก่อการร้าย, อาวุธอานุภาพทำลายล้างสูง และภัยคุกคามในแบบลูกผสม Counterterrorism, WMD & Hybrid Threat

การก่อการร้าย ได้ถูกพัฒนาจนเป็นกลยุทธ์ที่เป็นที่นิยมสำหรับกลุ่มหัวรุนแรงทั่วโลก และส่งผลกระทบต่อผู้คนนับล้านไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม โดยใช้วิธีการหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการใช้ความรุนแรงที่ผิดกฎหมาย หรือการข่มขู่ เพื่อสร้างความหวาดกลัว และบีบบังคับให้รัฐบาลหรือสังคม ได้รับรู้ถึงอุดมการณ์ทางการเมือง สังคม อาชญากรรม เศรษฐกิจ และความเชื่อทางศาสนาต่างๆ ของกลุ่มผู้ก่อการร้าย

Terrorism has evolved as a preferred tactic for ideological extremists around the world, directly or indirectly affecting millions of people. Terrorists use many forms of unlawful violence or threats of violence to instill fear and coerce governments or societies to further a variety of political, social, criminal, economic, and religious ideologies.

ภัยคุกคามในรูปแบบลูกผสม มีลักษณะที่หลากหลายและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยใช้กำลังตามแบบ กำลังไม่ตามแบบ รวมไปถึงองค์ประกอบต่างๆ ของการก่ออาชญากรรมอย่างผสมผสานกัน ทั้งนี้เพื่อให้ได้รับผลประโยชน์หรือบรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการ

A hybrid threat is the diverse and dynamic combination of regular forces, irregular forces, and/or criminal elements all unified to achieve mutually-benefiting effects.

การต่อต้านการก่อการร้าย คือ กิจกรรมและการปฏิบัติการที่ถูกพัฒนาขึ้น เพื่อเอาชนะองค์กรและเครือข่ายของผู้ก่อการร้าย โดยมีวัตถุประสงค์ให้กลุ่มผู้ก่อการร้ายไม่สามารถปลูกฝังความกลัว และไร้ซึ่งอำนาจในการบีบบังคับรัฐบาล หรือสังคมเพื่อบรรลุเป้าหมายของกลุ่มดังกล่าว

Counterterrorism activities and operations are taken to neutralize terrorists, their organizations, and networks in order to render them incapable of using violence to instill fear and coerce governments or societies to achieve their goals.

อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง คืออาวุธเคมี ชีวะ รังสี นิวเคลียร์ (คชรน.) หรืออาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ซึ่งสามารถก่อให้เกิดผู้เสียชีวิตและความเสียหายอย่างมากได้

Weapons of mass destruction (WMD) are chemical, biological, radiological, or nuclear (CBRN) weapons or devices capable of a high order of destruction and/or causing mass casualties.

โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญยิ่ง คือ หน่วยงาน สิ่งปลูกสร้าง สิ่งอำนวยความสะดวก หรือทรัพย์สินของชาติ ที่เป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำเนินการทางโครงสร้างของเศรษฐกิจและสังคมCritical infrastructure is a term used by governments to describe assets that are essential for the functioning of a society and economy – the infrastructure.
การป้องกัน คือ การรักษา ประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการอยู่รอด ของสิ่งที่เกี่ยวข้องกับทางทหารและที่มิใช่ทางทหารในด้าน กำลังพล, ยุทโธปกรณ์, สิ่งอำนวยความสะดวก, ข้อมูลข่าวสาร และโครงสร้างพื้นฐาน ที่มีที่ตั้งอยู่ทั้งภายในหรือภายนอกขอบเขตของพื้นที่ปฏิบัติการProtection is the preservation of the effectiveness and survivability of mission-related military and nonmilitary personnel, equipment, facilities, information, and infrastructure deployed or located within or outside the boundaries of a given operational area.
การบริหารจัดการผลกระทบ หมายถึงมาตรการป้องกัน ด้านสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน, การฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภคที่สำคัญ และให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินแก่ภาครัฐ, ภาคธุรกิจ และพลเรือนทั่วไปที่ได้รับผลกระทบจากการก่อการร้ายConsequence management refers to measures to protect public health and safety, restore essential government services, and provide emergency relief to governments, businesses, and individuals affected by the consequences of terrorism..

 

บทความทางทหาร

The Lightning Forge 2020!

การฝึกผสมรหัส Lightning Forge ระหว่างกองทัพบกไทย และกองทัพบกสหรัฐฯ เริ่มขึ้นครั้งแรกในปี 2562 ในรหัส  Lightning Forge 2019 (LF 2019)

โดยเป็นการฝึกระหว่าง  ร.29 พัน 1 จากกองทัพบกไทย และ พล.ร.25 ทบ.สหรัฐ (25th Infantry Division US Army) โดยเป็นการฝึกรบเต็มรูปแบบ ในการฝึกทักษะการใช้อาวุธประกอบเครื่องช่วยฝึก (Engagement Skill Training-EST) การร้องขอการสนันสนุนทางอากาศ (Call for CAS) การร้องขอการยิง (Call for Fire) การร้องขอชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (Call for EOD)
การร้องขอการเจาะช่อง (Call for Sapper) การร้องขอส่งกลับสายแพทย์ทางบกและทางอากาศ (Call for Guoundmedevac & Airmedevac) การใช้แผนที่ เข็มทิศ และ GPS(Landnav) การยุทธ์บรรจบในเวลากลางคืน (Night Link-Up) และการฝึกหมู่ หมวด กองร้อยทางยุทธวิธี โดยใช้หลักนิยมทางทหารของ Us Army
โดยตามแนวทางของ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ที่จะพัฒนากำลังพล ให้เป็นนักรบที่แข็งแกร่ง นำพากองทัพบกเข้มแข็ง ( S.M.A.R.T SOLDIERS STRONG ARMY )

สำหรับในปี 2563 การฝึกผสม Lightning Forge ในรหัส  Lightning Forge 2020 (LF 2020) กองทัพภาคที่ 2 โดย ร.3 พัน.2 เป็นหน่วยรับผิดชอบหลัก มีการจัดกำลังพล นายทหารสัญญาบัตร จากทุกกองทัพภาค นายทหารประทวนและ นักเรียนนายร้อย ตลอดจน กำลังพลทหารกองประจำการ เข้าร่วมการฝึกผสม ระหว่าง ทบ.ไทย กับ ทบ.สหรัฐฯ รวมทั้งการเตรียมการด้านธุรการและการจัดการสิ่งอุปกรณ์ประจำตัวสำหรับการฝึก พร้อมกับมาตรการป้องกันด้านสุขภาพของทหารทุกนายตามมาตรการป้องกัน โควิด-19 โดยมีการกักตัวจากหน่วยก่อนและหลังการฝึก

สำหรับการจัดการฝึกครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของกองทัพบก เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของกำลังพล และยกระดับมาตรฐานการฝึกของ ทบ.ไทย ให้เป็นมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น

Contact Us

กองบัญชาการกองทัพบกถนนราชดำเนินนอก แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200

Tel: 0-2297-7090 Fax: 0-2280-2363

webadmin@rta.mi.th


118617183164391186171831643911861718316439118617183164391186171831643911861718316439

Where are we?

Maps

Total Visitors

0736047