Category: ประชาสัมพันธ์

ประชาสัมพันธ์

ชวนเดินไชน่าทาวน์ ผ่าน walk.in.th

เรื่องโดย เทียนทิพย์  เดียวกี่ Team Content www.thaihealth.or.th

ข้อมูลบางส่วนจาก วารสารย่านจีนถิ่นบางกอก ฉบับที่ 1 มกราคม 2562

ภาพโดย ปารมี ขันธ์แก้ว  Team Content  www.thaihealth.or.th และ สสส

ชวนเดินไชน่าทาวน์ ผ่าน walk.in.th thaihealth

ในวันหยุดสุดสัปดาห์หรือวันว่างของใครหลายๆ คนในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร เชื่อแน่ว่าหลายคนนึกถึงพื้นที่ที่สามารถถ่ายรูปเช็คอินสวยๆ ใช้ชีวิตท่องเที่ยวอย่างไม่เร่งรีบ แน่นอนว่ามีหลายพื้นที่  หากแต่พื้นที่ที่รองรับการเดินท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมไทย-จีน อย่าง ‘ตลาดน้อย’ กลายเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกในใจของใครหลายๆ คน

ไชน่าทาวน์ หรือที่หลายคนเรียกกันว่า ตลาดน้อย คือหนึ่งในย่านเก่าแก่ของกรุงเทพมหานคร ที่มีสถานที่สำคัญ เช่น ศาสนสถาน ร้านค้า ร้านอาหารเก่าแก่จำนวนมาก ตั้งอยู่ในตรอกซอยภายในชุมชนที่รถยนต์เข้าไม่ถึง ดังนั้นหากต้องการเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว จะต้องอาศัยการเดินเท่านั้น ซึ่งนับเป็นเสน่ห์ของพื้นที่แห่งนี้

โครงการย่านจีนถิ่นบางกอก ได้ทำการเก็บข้อมูลเส้นทางสัญจรในเขตสัมพันธวงศ์ และสัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของโครงการ พบว่ามีปัจจัยที่ส่งผลให้คนไม่อยากเดินในย่านไชน่าทาวน์ มีดังนี้

1.ความไม่สะดวกสบายในการเดิน

2.มีเป้าหมายชัดเจนเพื่อทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น

3.ไม่รู้จักเรื่องราวของพื้นที่

4.ไม่รู้จักเส้นทาง

จากปัจจัยข้างต้นจึงเป็นส่วนหนึ่งของที่มาในการจัดทำ เว็บแอป walk.in.th  ที่สามารถบอกทิศทางและบอกเล่าเรื่องราวของสถานที่สำคัญในมิติของความเป็นท้องถิ่น โดยเมื่อปลายปี 2563 สสส.-กลุ่มปั้นเมือง เปิดตัวเว็บแอปพลิเคชัน Walk.in.th “เดินไชน่าทาวน์” ส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยว ชวนสำรวจ 10 เส้นทางน่าเดิน ย่านเมืองเก่า เรียนรู้มรดกทางวัฒนธรรมประวัติศาสตร์ไทย-จีน พัฒนาพื้นที่สาธารณะที่เอื้อสุขภาวะที่ดี

ชวนเดินไชน่าทาวน์ ผ่าน walk.in.th thaihealth

นางมัทนา ถนอมพันธุ์ หอมลออ กรรมการบริหารแผนคณะที่ 5 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า เป็นความภาคภูมิใจที่พื้นที่สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง แม้ในยามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 พื้นที่นี้ยังยืนหยัดและรับมือได้  พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส

“ สสส. ส่งเสริมกิจกรรมทางกาย  และมีโอกาสได้ทำงานร่วมกับพื้นที่ที่สร้างสรรค์ และใช้กิจกรรมการเดินผ่านพื้นที่แห่งวัฒนธรรมแห่งนี้ รวมทั้งได้เรียนรู้วิถีชีวิตและประวัติศาสตร์อีกด้วย โดยการเปิดเว็บแอป walk.in.th เพื่อช่วยในการเดินท่องเที่ยวในย่านนี้ แสดงออกถึงความพร้อมของชุมชนในการรับมือความเปลี่ยนแปลง ทุกคนจะได้เรียนรู้และแบ่งปันสุขภาวะด้วยการเดิน” นางมัทนา กล่าว

ชวนเดินไชน่าทาวน์ ผ่าน walk.in.th thaihealth

นายจุฤทธิ์ กังวานภูมิ ผู้รับผิดชอบโครงการย่านน่าเดินเขตสัมพันธวงศ์ กล่าวถึงที่มาของเว็บแอป walk.in.th ว่าว่า  สสส.ก็มียุทธศาสตร์ในการเพิ่มกิจกรรมทางกายให้กับคนทุกกลุ่มวัย มองว่าเรื่องการเดินเป็นตัวที่ตอบได้อย่าง ตรงไปตรงมา เว็บแอปนี้มาจากโจทย์ที่ว่า เราคุยกับชุมชนในเขตว่า ถ้าสมมุติว่าเพื่อนมา อยากแนะนำที่ท่องเที่ยวและเส้นทางใดที่ปลอดภัย นำมาสู่ 10 เส้นทางน่าเดินที่มีความเป็นเจ้าของพื้นที่ร่วมกันอยู่ อย่างน้อยคนยุคใหม่ได้เห็นศักยภาพของพื้นที่และยังอยากอยู่ต่อ เรามีต้นทุนที่เราไม่ต้องไปสร้างใหม่ ใช้จากต้นทุนเดิมที่มีอยู่แล้ว มาทำประโยชน์ให้มากขึ้น ซึ่ง 10 เส้นทาง สามารถเลือกได้จากเว็บแอป ทำให้การเดินมีความสนุกมากยิ่งขึ้น

ชวนเดินไชน่าทาวน์ ผ่าน walk.in.th thaihealth

ทำไมต้องเดินในไชน่าทาวน์

1.เป็นศูนย์รวมมรดกวัฒนธรรมไทย-จีน และอีกหลากหลายเชื้อชาติ แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนแปลงไป แต่แก่นของวัฒนธรรมยังคงเดิม

2.กระแสการท่องเที่ยวของไชน่าทาวน์ดีขึ้นมาก ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นย่านการค้าปลีก-ส่ง และโด่งดังเรื่องอาหารการกินตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน

3.การคมนาคมง่ายและสะดวกสบาย ทั้งท่าเรือเจ้าพระยา และรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน

4.เปิดโอกาสให้ศิลปินและคนรุ่นใหม่ สามารถเข้ามาสร้างกิจกรรมใหม่ๆ ในพื้นที่ ทั้งการสร้างสรรค์งานศิลปะไปจนถึงการเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้

ชวนเดินไชน่าทาวน์ ผ่าน walk.in.th thaihealth

เพราะสุขภาวะเป็นเป้าหมายสำคัญที่สนับสนุนให้เกิดชุมชนแห่งวัฒนธรรม นับว่าการเดินเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดที่ช่วยให้สุขภาพดี ประหยัดค่าใช้จ่าย ในขณะเดียวกันก็ทำให้มีเวลาในการปฏิสัมพันธ์มากขึ้น ช่วยอนุรักษ์ฟื้นฟูพื้นที่ รวมทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี

วันหยุดสุดสัปดาห์นี้หากท่านยังไม่รู้จะไปที่ไหน เตรียมชาร์ตแบตมือถือให้เต็มที่ สสส.ชวนเดินไชน่าทาวน์ ผ่าน www.walk.in.th เพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมและสร้างสุขภาวะที่ดีผ่านการเดินไปด้วยกัน

มากกว่านวัตกรรม คือการสร้างนวัตกร
ประชาสัมพันธ์

มากกว่านวัตกรรม คือการสร้างนวัตกร

เรื่องโดย ฐิติพร โยทาพันธ์ Team Content www.thaihealth.or.th

ข้อมูลบางส่วนจาก  การนำเสนอผลงานรอบตัดสิน และพิธีประกาศผลและมอบรางวัล การประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ “ThaiHealth Inno Awards” ครั้งที่ 3

ภาพโดย ชยวี ลิ้มถาวรรักษ์ Team Content www.thaihealth.or.th  และแฟ้มภาพ

มากกว่านวัตกรรม คือการสร้างนวัตกร

เพราะโลกจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่อทั่วโลกต้องเผชิญเภาวะวิกฤตโควิด-19 ด้วยเหตุนี้จึงเป็นผลให้การดูแลรักษาสุขภาพเป็นที่น่าสนใจมากขึ้น

ภารกิจป้องกัน ก่อนรักษา เป็นสิ่งที่ สสส. มุ่งมั่น ตั้งใจ ที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดขึ้นในสังคมไทยมาโดยตลอด เพื่อให้คนไทยทุกคนมีสุขภาวะทางกายและใจที่ดี และนี่จึงเป็นที่มาของโครงการการประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ “ThaiHealth Inno Awards” ซึ่งปี้นี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 3 แล้ว โดยมีเป้าหมายสำคัญที่ว่า “สร้าง นำ ซ่อม เพื่อตอบโจทย์แนวคิด ชีวิตดีเริ่มที่เรา”

โดยโครงการการประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ “ThaiHealth Inno Awards” ครั้งที่ 3 นี้ สสส. เปิดโอกาสให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ทั้งระดับมัธยมศึกษา และอาชีวศึกษา ส่งผลงานนวัตกรรมลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพเข้าร่วมประกวด ตามแนวคิด “ชีวิตดี เริ่มที่เรา” ส่งเสริมให้กลุ่มเป้าหมายมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน หรือช่วยลดพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ในหัวข้อ ลด ละ เลิก การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่, ลดอุบัติเหตุทางถนน, เพิ่มการบริโภคผักผลไม้และอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ, เพิ่มกิจกรรมทางกายหรือลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง, การสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ เช่น การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น และนวัตกรรมที่ช่วยสนับสนุนชีวิตวิถีใหม่ (New Normal)

หัวใจสำคัญของการประกวดนั้นไม่เพียงแต่สร้างนวัตกรรมเท่านั้น แต่เป็นการสร้างนวัตกรที่มีคุณภาพออกสู่สังคมอีกด้วย คำกล่าวของ ดร.ณัฐพันธ์ ศุภกา รักษาการผู้อำนวยการสำนักวิชาการและนวัตกรรม สสส.

มากกว่านวัตกรรม คือการสร้างนวัตกร thaihealth

“มากกว่าการประกวด คือ การสร้างสรรค์นวัตกรคุณภาพ บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์คุณภาพออกสู่สังคม การแก้ไขปัญหาสุขภาพเป็นเรื่องที่ทำมายาวนาน เมื่อมีปัญหาสุขภาพใหม่ๆ เกิดขึ้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีนวัตกรรมเข้ามาช่วยหนุนเสริม โจทย์ของปีนี้มีความพิเศษ คือ ทุกผลงานที่เข้ารอบ สสส. พยายามที่จะผลักดันและขยายผลงานให้มากที่สุด ทั้งการส่งเสริมให้นำไปต่อยอดเอง และหยิบไอเดียไปพัฒนาต่อเป็นโมเดลการแก้ปัญหาสุขภาพในด้านต่าง ๆ ต่อไป

ความตั้งใจของ สสส. ไม่อยากให้ทุกผลงานนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพหยุดแค่การประกวดในเวทีนี้ และอยากให้นำไปต่อยอด พัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมมากที่สุด เพราะ สสส. เราเชื่อมั่นในพลังคนรุ่นใหม่ ที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ใช้นวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสุขภาพ” ดร.ณัฐพันธ์ กล่าว

มากกว่านวัตกรรม คือการสร้างนวัตกร thaihealth

ไม่เพียงแต่การสร้างผลงานนวัตกรรมจากไอเดียของคนรุ่นใหม่เท่านั้น แต่การประกวดโครงการ ThaiHealth Inno Awards ครั้งนี้ได้ให้อะไรมากกว่าการประกวดเพื่อชิงรางวัล มาฟังความรู้สึกของน้อง ๆ ทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศทั้ง 2 ระดับกัน เริ่มจาก นางสาวภัทรสิรี ศิริเธียรวานิชกุล มัธยมศึกษาปีที่ 5 จากทีม 16 ยังแจ๋ว โรงเรียนชลกันยานุกูล  จ.ชลบุรี “รางวัลชนะเลิศระดับมัธยมศึกษา” เจ้าของผลงาน Real Time Exercise Game by Instagram Filter ที่ใช้ฟิวเตอร์จาก Instargram ชวนทุกคนมาขยับร่างกาย เพิ่มกิจกรรมทางกายให้มากขึ้น กล่าวว่า “การประกวดครั้งนี้เป็นการประกวดครั้งแรกของทีมเรา ขอบคุณประสบการณ์ที่ได้รับจาก สสส. ซึ่งเป็นความรู้นอกห้องเรียนที่มีค่า ทั้งกระบวนการความคิด กระบวนการทำงาน ทำให้รู้ว่าสิ่งที่เราทำ เราทำเพื่อใคร เกิดประโยชน์กับใคร และสามารถนำไปใช้ได้จริง” นางสาวภัทรสิรีกล่าว

มากกว่านวัตกรรม คือการสร้างนวัตกร thaihealth

“รางวัลชนะเลิศระดับอาชีวศึกษา” เจ้าของผลงาน FIFO light นวัตกรรมระบบ AR เซ็นเซอร์ช่วยลดอุบัติเหตุแก้ปัญหาจากการใช้ถนนที่มีช่องจราจรเดียวในซอยแคบ ทีม R-lu-mi-right วิทยาลัยอาชีวศึกษาบริหารธุรกิจวิทยาสงขลา  จ.สงขลา นายธนดล ศรีเพชร ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 กล่าวว่า “ขอขอบคุณ สสส. ที่ทำให้รู้ Mind Set ของการเป็นนวัตกรที่มีคุณภาพ มีแรงบันดาลใจอยากช่วยเหลือสังคมให้มีความปลอดภัยทางถนนมากขึ้น ผ่านนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพของเรา จะพัฒนาต่อยอดต่อไป และขอขอบคุณที่ให้โอกาสดี ๆ กับพวกเราในครั้งนี้” นายธนดล กล่าว

มากกว่านวัตกรรม คือการสร้างนวัตกร thaihealth

มากกว่าการสร้างนวัตกรรม คือการสร้างสรรค์ “นวัตกรคุณภาพ” ออกสู่สังคม เพื่อสร้างสังคมแห่งสุขภาวะ สสส. มุ่งมั่น ตั้งใจ ที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้คนไทยทุกคนมีสุขภาวะที่ดีครบทั้ง 4 ด้าน กาย จิต ปัญญา สังคมลดหวาน มัน เค็ม ดีต่อใจ ห่างไกล NCDs “พี่คะขอรสชาติจัดจ้าน แซ่บ ๆ เลยนะคะ”
“พี่ครับขอเพิ่มหวานอีกนิดนะครับ”
“ของทอดนี่มันอร่อยจริงๆ นะ กร๊อบ กรอบ ยิ่งถ้าได้น้ำจิ้มแซ่บ ๆ นะ คือ ดีมากกก”
พฤติกรรมการนิยมบริโภคอาหารรสชาติจัดจ้าน ถึงใจ แต่มากไปด้วยปริมาณของโซเดียม ขณะที่การทานอาหารที่มีรสชาติเข้มข้นเกินไป แต่เมื่อบริโภคเกินที่ร่างกายต้องการ ย่อมส่งผลเสียตามมา ดังประโยคที่ว่า “อร่อยปาก ลำบากร่างกาย Covid-19 ที่ว่าร้าย ยังต้องพ่ายให้กับโรค NCDs” รู้หรือไม่คนไทยเสียชีวิตด้วยโรค NCDs เฉลี่ยวันละไม่ต่ำกว่า 1,000 คน ไม่เพียงเท่านั้นในแต่ละปีรัฐต้องสูญเสียงบประมาณค่ารักษาพยาบาลปีละกว่าหลายล้านบาท

7 กลุ่มโรคที่ควรฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19
ประชาสัมพันธ์

7 กลุ่มโรคที่ควรฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19

7 กลุ่มโรคที่ควรฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19

เรื่องโดย ปัญจวรา บุญสร้างสม Team Content www.thaihealth.or.th

ข้อมูลบางส่วนจาก นพ.ทักษพล ธรรมรังสี ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) และเว็บไซต์กรมควบคุมโรค

ภาพโดย ปารมี ขันธ์แก้ว Team Content www.thaihealth.or.th สสส. และแฟ้มภาพ

7 กลุ่มโรคที่ควรฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นั้น  เป็นสถานการณ์ที่สร้างผลกระทบต่อเนื่องให้กับสังคมมาอย่างยาวนาน สิ่งหนึ่งที่เปรียบเสมือนความหวังของคนทั่วโลกรวมทั้งคนไทย ที่จะเข้ามาช่วยทำให้สถานการณ์ดีขึ้น นั่นคือ วัคซีนป้องกันโควิด-19

ขณะนี้ประเทศไทยได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 เข้ามาแล้ว รวมทั้งได้เริ่มทำการฉีดให้กับ 4 กลุ่มนำร่องที่มีความจำเป็นจะต้องได้รับวัคซีนก่อน ประกอบด้วย บุคลากรด่านหน้าและบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ที่มีโรคประจำตัว ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมโรค เนื่องจากกลุ่มคนเหล่านี้เป็นกลุ่มที่มีโอกาสเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อ หรือหากได้รับเชื้อแล้ว มีโอกาสติดเชื้อรุนแรงได้

7 กลุ่มโรคที่ควรฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19 thaihealth

ในส่วนของกลุ่มบุคคลที่มีโรคประจำตัว ซึ่งถือเป็นกลุ่มนำร่องที่จะได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ก่อน ประกอบด้วย กลุ่มผู้ป่วยโรคต่าง ๆ ดังนี้

1. โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง

2. โรคหัวใจและหลอดเลือด

3. โรคไตวายเรื้อรัง

4. โรคหลอดเลือดสมอง

5. โรคอ้วน

6. โรคมะเร็ง

7. โรคเบาหวาน

ซึ่งกลุ่มโรคเหล่านี้เป็นกลุ่มโรค NCDs (Non-Communicable diseases) หรือกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค ไม่สามารถติดต่อได้ผ่านการสัมผัส คลุกคลี หรือติดต่อ ผ่านตัวนำโรค (พาหะ) หรือสารคัดหลั่งต่างๆ แต่เป็นโรคที่เกี่ยวกับนิสัยหรือพฤติกรรมการดำเนินชีวิต ซึ่งโรคกลุ่มนี้จะค่อยๆสะสมอาการ ค่อยเกิด ค่อยทวีความรุนแรง และเมื่อมีอาการของโรคแล้วจะเกิดการเรื้อรังของโรคตามมาด้วย หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและทันเวลา จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อการดำเนินชีวิตของผู้ป่วยและคนรอบข้าง ซึ่งผู้ที่มีโรคประจำตัวในกลุ่มนี้ หากติดเชื้อ COVID-19 จะทำให้มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนและอาการรุนแรงมากกว่าปกติ

7 กลุ่มโรคที่ควรฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19 thaihealth

นพ.ทักษพล ธรรมรังสี ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) กล่าวว่า การจัดสรรการได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19  เพื่อป้องกันภาวะอาการรุนแรงและเสียชีวิต จะจัดสรรตามกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยหนักและเสียชีวิต ร่วมกับกลุ่มที่มีความเสี่ยงได้รับเชื้อสูง เนื่องจากมีโอกาสสัมผัสกับผู้คนจำนวนมาก โดยสิ่งที่ต้องปฏิบัติก่อนการรับวัคซีน คือ ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีน และปรึกษาแพทย์ก่อนทำการฉีด หากมีอาการเจ็บป่วย ยังไม่ควรทำการฉีด ส่วนการปฏิบัติตัวหลังได้รับวัคซีน ก็คือ การปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและควบคุมโรคตามปกติ โดยการสวมหน้ากาก ล้างมือบ่อย ๆ รวมทั้งการเว้นระยะห่าง เพราะถึงแม้จะได้รับวัคซีนแล้ว แต่ก็มีโอกาสแพร่เชื้อและรับเชื้ออยู่ เพราะประสิทธิภาพของวัคซีนที่วัดผลได้ในขณะนี้ คือ สามารถรลดโอกาสเจ็บป่วยและเสียชีวิต แต่ยังไม่สามารถวัดผลในเรื่องลดโอกาสในการติดเชื้อได้ ซึ่งขณะนี้อยู่ในกระบวนการพัฒนาต่อยอดต่อไปในอนาคต เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสุงสุดในการป้องกันและควบคุมโรค ดังนั้น สิ่งที่จะช่วยป้องกันโรคโควิด-19 ได้ดีที่สุด คือ หลัก 4 เสา ประกอบด้วย วัคซีน การล้างมือ การสวมหน้ากาก และการเว้นระยะห่างทางสังคม

นพ.ทักษพล ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในส่วนของอาการข้างเคียงหลังได้รับวัคซีน สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ ผลข้างเคียงที่ไม่ได้เกิดจากวัคซีน และผลข้างเคียงที่เกิดจากวัคซีน  ในส่วนของผลข้างเคียงที่ไม่ได้เกิดจากวัคซีนนั้น มักเกิดจากความวิตกกังวล ความเครียด หรือสภาพจิตใจของผู้รับวัคซีน เช่น เป็นลม  ส่วนผลข้างเคียงที่เกิดจากวัคซีนนั้น อาจพบได้ แต่มักจะพบในระดับที่ไม่รุนแรง ซึ่งถือเป็นข่าวดีว่า ร่างกายของเราตอบสนองกับวัคซีน เช่น ปวดเมื่อย หรือมีไข้ต่ำ ๆ แต่สิ่งที่ต้องระวัง คือ กลุ่มที่มีอาการแพ้รุนแรง ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นทันที ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การรอสังเกตอาการเป็นเวลา 30 นาทีหลังฉีด ซึ่งจะทำให้สามารถทำการรักษาได้ทัน

ทั้งนี้ ขอให้คนไทยทุกคนเชื่อมั่นในคุณภาพของวัคซีน ซึ่งแต่ละชนิดมีประสิทธิภาพและกลุ่มเป้าหมายแตกต่างกัน ขอให้ทุกคนอดใจรอ และช่วยกันปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและควบคุมโรค อย่างการสวมหน้ากาก ล้างมือ และเว้นระยะห่างทางสังคม เพื่อพาสังคมไทยกลับสู่สภาวะปกติไปด้วยกัน นพ.ทักษพล กล่าว

7 กลุ่มโรคที่ควรฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19 thaihealth

การปฏิบัติตัวก่อนฉีดวัคซีน

1. หากมีโรคประจำตัวเรื้อรัง แพ้ยาหรือวัคซีน ต้องแจ้งแพทย์ก่อน

2. ไม่รับประทานยาแก้ไข้หรือแก้ปวดก่อนฉีดวัคซีน

3. แจ้งยาที่รับประทานอยู่ให้แพทย์ทราบ

การปฏิบัติตัวหลังฉีดวัคซีน

1. สังเกตอาการข้างเคียง 30 นาที ก่อนกลับบ้าน

2. เมื่อกลับถึงบ้านหากมีอาการข้างเคียงเล็กน้อย เช่น มีผื่น มีไข้ต่ำ ๆ หลังได้รับวัคซีนครึ่งชั่วโมงถึง 2 ชั่วโมง อาการจะค่อย ๆ ลดลง แต่ถ้ามีไข้สูงมาก ให้รีบไปพบแพทย์ หรือโทร 1669

3. หลังฉีดวัคซีน 3 วัน โอกาสแพ้และผลข้างเคียงจากวัคซีนจะน้อยมาก ควรสังเกตอาการให้ครบ 30 วัน

7 กลุ่มโรคที่ควรฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19 thaihealth

แม้เราจะยังไม่รู้ว่าโรคโควิด-19 จะสิ้นสุดลงเมื่อใด แต่ขอให้คนไทยทุกคนเชื่อมั่นว่า เราจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกัน สสส. จะขอทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการส่งต่อและประชาสัมพันธ์ข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและควบคุมโรค รวมทั้งการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง สร้างสังคมไทยให้ปลอดภัยและเป็นสังคมแห่งสุขภาวะอย่างยั่งยืน

เหนือสิ่งอื่นใด การดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอนับเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายของเราได้ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว พักผ่อนให้เพียงพอ ลดพฤติกรรมเสี่ยง ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มสุรา เพียงเท่านี้ก็ถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดให้แก่ร่างกายแล้ว

เติมเต็มสิทธิสตรี หยุดใช้ความรุนแรง
ประชาสัมพันธ์

เติมเต็มสิทธิสตรี หยุดใช้ความรุนแรง

เติมเต็มสิทธิสตรี หยุดใช้ความรุนแรง

เรื่องโดย ฉัตร์ชัย นกดี Team Content www.thaihealth.or.th

ภาพโดย ชยวี ลิ้มถาวรรักษ์ Team Content www.thaihealth.or.th

เติมเต็มสิทธิสตรี หยุดใช้ความรุนแรง

“สาวสุดช้ำถูกสามีบังคับขายตัว ทำร้ายร่างกาย” “สาวโพสต์รูปตัวเองถูกทำร้าย ใบหน้าปูดบวม” “หนุ่มง้อขอคืนดีไม่สำเร็จ บุกซ้อมสาวกลางออฟฟิศ” นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของข่าวความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับผู้หญิง บางรายถูกทำร้ายร่างกาย บางรายถึงขั้นถูกฆ่าตาย

เนื่องในวันสตรีสากล ซึ่งตรงกับวันที่ 8 มีนาคมของทุกปี ถูกกำหนดขึ้นเพื่อสร้างความตระหนัก และชี้ให้เห็นถึงบทบาทความสำคัญของผู้หญิงทั่วโลก รวมไปถึงป้องกันและขจัดปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงให้หมดสิ้นไป เช่นนั้นแล้วปัญหาสิทธิสตรีในสังคมไทย ณ ปัจจุบันเป็นอย่างไร มีเรื่องอะไรที่ต้องแก้ไขบ้าง เราลองไปดูพร้อมกันเลย

“ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว โดยเฉพาะการใช้ความรุนแรงกับผู้หญิง มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย แต่ปัจจัยหลักที่พบคือ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะช่วงโควิด-19 พบว่าผู้หญิงซึ่งมีบทบาทเป็นทั้งแม่และเมีย หลายรายถูกทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ” เป็นมุมมองของ “นางสาวรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ” รักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส.

เติมเต็มสิทธิสตรี หยุดใช้ความรุนแรง thaihealth

นางสาวรุ่งอรุณ บอกว่า ความรุนแรงในครอบครัวที่ผู้หญิงและเด็กได้รับ มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย แต่ปัจจัยหลักที่พบคือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มักจะเป็นปัจจัยร่วมสำคัญ โดยเฉพาะช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทุกคนอยู่บ้าน จนอาจทำให้เกิดปัญหาทางการเงิน ขาดรายได้ เมื่อมีปัญหาก็เริ่มมีการใช้ความรุนแรง ฝ่ายที่ถูกกระทำก็จะเริ่มเกิดความกลัว กระทบจิตใจและปัญหาก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันในต่างประเทศก็มีรายงานสถิติการหย่าร้าง ที่เพิ่มขึ้นในช่วงโควิด-19 ด้วย

นางสาวรุ่งอรุณ ระบุว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นต้นตอของปัญหาสำคัญใน 4 มิติ ได้แก่

1.  ด้านสุขภาพ ทำลายระบบภูมิคุ้มกัน เพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อในปอด เสี่ยงติดโควิดถึง 2.9 เท่า

2.  ด้านอุบัติเหตุทางถนน กว่าร้อยละ 20 ของอุบัติเหตุทางถนน เกิดจากการ “ดื่มแล้วขับ” และจะเพิ่มสูงถึงร้อยละ 40 ในช่วงเทศกาล

3.  ด้านเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ 90,000 ล้านต่อปี

4.  ด้านความรุนแรงในครอบครัว ที่มีทั้งผู้หญิงและเด็กที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในครอบครัว

เติมเต็มสิทธิสตรี หยุดใช้ความรุนแรง thaihealth

ด้าน “นางสาวจรีย์ ศรีสวัสดิ์” หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมภาคีเครือข่าย มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ให้ข้อมูลว่า จากสถิติความรุนแรงในครอบครัวในรอบครึ่งปี 2563 โดยการรวบรวมข่าวจากหนังสือพิมพ์ 10 ฉบับ ตั้งแต่เดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 มีการนำเสนอข่าวความรุนแรงในครอบครัวสูงถึง 350 ข่าว ในจำนวนนี้มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยกระตุ้น

แบ่งเป็นข่าวการฆ่ากันตาย 201 ข่าว คิดเป็นร้อยละ 57.4 ข่าวการทำร้ายกัน 51 ข่าว คิดเป็นร้อยละ 14.6 ข่าวการฆ่าตัวตาย 38 ข่าว คิดเป็นร้อยละ 10.9 ข่าวความรุนแรงทางเพศของบุคคลในครอบครัว 31 ข่าว คิดเป็นร้อยละ 8.9 ข่าวการตั้งครรภ์ไม่พร้อม 10 ข่าว คิดเป็นร้อยละ 2.9

นางสาวจรีย์ กล่าวต่อว่า เมื่อเปรียบเทียบข่าวความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดขึ้นในรอบครึ่งปี 2563 เทียบกับปี 2561 สูงขึ้นร้อยละ12 และปี 2559 สูงกว่าถึงร้อยละ 50 โดยในรอบครึ่งปี 2563 ข่าวอันดับ 1 ยังเป็นข่าวการฆ่ากันในครอบครัว เป็นข่าวสามีกระทำต่อภรรยาสูงถึง 65 ข่าว โดยมีมูลเหตุมาจากหลายปัจจัย ทั้งหึงหวง ระแวงว่าจะนอกใจ ขัดแย้งเรื่องเงิน ทรัพย์สิน ปัญหาธุรกิจ โมโหที่ภรรยาขัดใจ ความเครียด เมาเหล้า ติดยาเสพติด รวมถึงมีอาการป่วย

ข่าวภรรยากระทำต่อสามี 9 ข่าว มีมูลเหตุมาจากถูกสามีทำร้ายร่างกายก่อน ความขัดแย้ง แค้นสามีนำเงินไปซื้อเหล้า หรือถูกสามีข่มขู่ ยิ่งไปกว่านั้นพบข่าวความรุนแรงทางเพศจากคนในครอบครัวสูงถึง 31 ข่าว เป็นข่าวการถูกข่มขืนโดยคนในครอบครัวสูงถึง 30 ข่าว และข่าวการอนาจารโดยคนในครอบครัว 1 ข่าว

เติมเต็มสิทธิสตรี หยุดใช้ความรุนแรง thaihealth

สำหรับทางออกของปัญหา เพื่อหยุดการใช้ความรุนแรงต่อสตรีคือ ต้องสร้างวิธีคิดใหม่ ดังนี้

1. เรื่องครอบครัวเป็นเรื่องของทั้งพ่อและแม่ ทั้งการเลี้ยงลูก การทำงานบ้าน ต้องมีส่วนร่วมในการทำหน้าที่ไม่ปล่อยให้เป็นภาระของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เมื่อเกิดปัญหาต้องพูดคุยหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน

2. หน่วยงานภาครัฐต้องประชาสัมพันธ์ ช่องทางการให้ความช่วยเหลือที่เป็นมิตร ผู้ประสบปัญหาสามารถขอความช่วยเหลือได้

3. หน่วยงานภาครัฐควรสร้างทางเลือกการมีอาชีพมากขึ้น โดยเฉพาะผู้หญิงที่ตกงานให้พึ่งตนเองได้

4. คนในสังคมไม่นิ่งเฉยต่อปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ไม่มองว่าเป็นเรื่องส่วนตัว เรื่องในครอบครัว เมื่อพบเห็นเหตุการณ์ต้องแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อระงับเหตุได้ทัน

น.ส.เอ (นามสมมุติ) เล่าให้ฟังว่า ทำงานเป็นพนักงานเย็บผ้าโรงงาน ช่วงสถานการณ์โควิด–19 ได้รับผลกระทบถูกลดเวลาทำงานล่วงเวลาจนเงินไม่พอใช้ บางวันต้องเอาข้าวบูดที่เหลือมาล้างน้ำ อุ่นให้ลูกกินประทังชีวิต ส่วนสามีกินเหล้าทุกวันพอเมาก็จะทุบตี ด่าทอด้วยคำที่หยาบคาย ทำลายข้าวของ อยากฝากถึงหัวหน้าครอบครัว อยากให้ดูแลครอบครัวให้ดี มีปัญหาอะไรก็ปรึกษาหารือช่วยกันแก้ไข เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความรุนแรงในครอบครัวตามมา

เติมเต็มสิทธิสตรี หยุดใช้ความรุนแรง thaihealth

จะเห็นได้ว่าผู้หญิงจำนวนมาก ยังคงตกเป็นเหยื่อของการถูกทำร้ายร่างกาย ถูกเอารัดเอาเปรียบทางเพศ ดังนั้นเนื่องในโอกาสวันสตรีสากลประจำปี 2564 สสส. ขอร่วมรณรงค์ส่งเสริมและปกป้องสิทธิสตรี หยุดการใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิงทุกรูปแบบ พร้อมเติมเต็มสิทธิสตรีให้สมบูรณ์ เพื่อสร้างสังคมไทยให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น

โรคอ้วน ประตูสู่โรคร้าย
ประชาสัมพันธ์

โรคอ้วน ประตูสู่โรคร้าย

โรคอ้วน ประตูสู่โรคร้าย

เรื่องโดย เทียนทิพย์  เดียวกี่ Team Content www.thaihealth.or.th

ภาพโดย ปารมี ขันธ์แก้ว  Team Content  www.thaihealth.or.th และ สสส

โรคอ้วน ประตูสู่โรคร้าย

“ บอกซิเออ เธอจะเอาเท่าไหร่ เอาเท่าไร ไม่อ้วนเอาเท่าไร” เนื้อเพลงติดหู ที่ไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัย เมื่อได้ยินเพลงนี้หลายคนก็มักจะร้องตามได้ นอกจากทำนองเพลงจะสนุกสนานแล้ว เนื้อเพลงยังบ่งบอกถึงความเป็นห่วงเป็นใยต่อผู้ที่มีภาวะโรคอ้วน ที่จะมีปัญหาสุขภาพตามมาอีกด้วย

ปัจจุบันทั่วโลกมีคนอ้วนกว่า 800 ล้านคน ซึ่งผลกระทบของโรคอ้วนเป็นสัญญาณว่าในอนาคตมีโรคร้ายอย่าง NCDs ย่างกรายเข้ามาแน่นอน ซึ่งทำให้เจ็บป่วยง่าย และมีอายุสั้นลงกว่าคนไม่อ้วนอีกด้วย

โรคอ้วน ประตูสู่โรคร้าย thaihealth

เนื่องในวันอ้วนโลก 4 มีนาคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับเครือข่ายคนไทยไร้พุง จัดเสวนาถอดบทเรียนสถานการณ์โรคอ้วนในประเทศไทย เพื่อตระหนักถึงภัยเงียบที่แฝงมากับพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสมจนน้ำหนักเกินและเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหรือ NCDs

รู้ได้อย่างไรว่าอยู่ในภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน?

1.ดัชนีมวลกาย (Body mass index) เป็นค่าดัชนีความสัมพันธ์ระหว่างส่วนสูง และน้ำหนักตัว โดยคำนวณจากน้ำหนักตัว (กิโลกรัม) หารด้วยความสูง (เมตรยกกำลังสอง) โดยทั่วไปเกณฑ์วินิจฉัยโรคอ้วนในคนไทยและคนเอเชียใช้ค่าดัชนีมวลกาย ≥ 25

2.เส้นรอบเอว (waist circumference) เป็นค่าที่ได้จากการวัดรอบเอว ด้วยสายวัดมาตรฐาน โดยวัดรอบเอว ซึ่งภาวะอ้วนลงพุง หมายถึง ความยาวเส้นรอบเอว ≥90ซม. ในชาย และ ≥80ซม. ในหญิง

โรคอ้วน ประตูสู่โรคร้าย thaihealth

ในปี 2557 ถึงปัจจุบัน พบคนไทย 19.3 ล้านคน มีภาวะอ้วน และมีคนไทยที่รอบเอวเกินอ้วนลงพุง กว่า 20.8 ล้านคน โดย ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์ ประธานเครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย  กล่าวว่า  โรคอ้วนที่เกิดจากพันธุกรรมเป็นส่วนน้อย แต่ที่เราเห็นว่าคนในครอบครัวอ้วน เพราะว่าพฤติกรรมการกินจะเหมือนกัน ซึ่งการกิน การอยู่ เป็นจุดสำคัญที่ทำให้คนเราน้ำหนักขึ้น เพราะว่าส่วนใหญ่เรากินมากกว่าที่ใช้ไป  ถ้าเราเอาเข้าไปแล้วไม่เผาผลาญออกก็เป็นส่วนเกิน ร่างกายเก็บพลังงานส่วนเกินโดยอยู่ในรูปไขมัน เพราะฉะนั้นคนบางคนก็อ้วนได้  และเมื่อมีไขมันเยอะๆ ก็จะเกิดปัญหา

โรคอ้วน เป็นประตูสู่อนาคตของโรคร้ายอีกหลายๆ โรคตามมา และเมื่อมีคนใดคนหนึ่งในบ้านป่วยลง ก็นำมาซึ่งปัญหาหลายๆ ด้าน  เช่น การดูแลรักษาต้องใช้เงิน ต้องใช้เวลาในการพบแพทย์ ต้องกินยาหลายอย่าง ต้องทุ่มเททรัพยากรบุคคลในการดูแล เป็นต้น

โรคอ้วน ประตูสู่โรคร้าย thaihealth

ดังนั้น โรคอ้วนมักสัมพันธ์กับอาหารและพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน พ.ท.หญิง พญ.สิรกานต์ เตชะวณิช กรรมการเครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย แนะนำว่า เราสามารถป้องกันไม่ให้อ้วนได้  โดยกินอาหารที่ให้พลังงานเพียงพอกับงานหรือกิจกรรมที่ทำในแต่ละวัน โดยทุกคนสามารถใช้สูตร 2:1:1 และสูตรรสกลมกล่อม 6:6:1 มาใช้ในการปรุงอาหาร

1.อาหาร 2:1:1 เป็นแนวทางการกินอาหารอย่างง่าย  เพื่อให้ได้ปริมาณอาหารที่เหมาะสมและได้สารอาหารครบทั้ง 5 หมู่  โดยในแต่ละมื้อแบ่งจานออกเป็น 4 ส่วนเท่าๆ กัน  โดย 2 ส่วน เป็นผัก อีก 1 ส่วนเป็นข้าว แป้ง และอีก 1 ส่วนเป็นโปรตีน

2.สูตร 6:6:1 คือ กินน้ำตาลไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา น้ำมันไม่เกิน 6 ช้อนชา เกลือไม่เกิน 1 ช้อนชา ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น

โรคอ้วน ประตูสู่โรคร้าย thaihealth

นอกจากการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์แล้วนั้น สิ่งหนึ่งที่ต้องทำควบคู่ไปด้วยคือ การมีกิจกรรมทางกายที่เหมาะสมในแต่ละวัน  นางสาวอรณา จันทรศิริ นักวิจัยจากสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) กล่าวว่า องค์การอนามัยโลกได้ให้นิยามด้านกิจกรรมทางกายว่า “ทุกขยับนับหมด”  นั่นหมายความว่า ทุกกิจกรรมที่มีการใช้พลังงานในทุกระยะเวลามีประโยชน์ต่อร่างกาย ดังนั้น ทุกคนสามารถทำกิจกรรมอะไรก็ได้ตลอดทั้งวันทุกเวลา เพื่อลดพฤติกรรมเนยนิ่ง เช่น การทำงานบ้าน รดน้ำต้นไม้ ขึ้นบันได ใช้วิธีเดินแทนการนั่งมอเตอร์ไซค์ เป็นต้น

โรคอ้วน ประตูสู่โรคร้าย thaihealth

ในช่วงนี้ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19  รศ.พญ.พิมพ์ใจ อันทานนท์ กรรมการสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ได้อธิบายความสัมพันธ์ของโรคอ้วนกับโควิด-19 ไว้ว่า  โรคอ้วนไม่ได้ทำให้ติดหรือเสี่ยงติดโควิดเพิ่มมากขึ้น เพียงแต่ว่าถ้าเป็นโรคอ้วนแล้วติดโควิด สิ่งที่ตามมาจะมีภาวะแทรกซ้อนกับมีอาการที่รุนแรงมากกว่าคนทั่วไป เนื่องจากโรคอ้วนเป็นโรคที่มีอาการอักเสบเรื้อรังอยู่แล้วในร่างกาย ทำให้เซลล์ภูมิคุ้มกันทำงานบกพร่อง และโรคอ้วนมักจะมีโรคร่วม เช่น  ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน รวมถึงการศึกษาในต่างประเทศพบว่า คนที่อ้วนโดยที่ดัชนีมวลกายมากกว่า 35  อาจจะมีโอกาสใส่ท่อช่วยหายใจสูงมากกว่าคนทั่วไป 7 เท่า และคนที่อ้วนหากติดโควิด การรักษาในห้องไอซียู หรือผู้ป่วยวิกฤตก็จะสูงขึ้นด้วย  ดังนั้น หากป้องกันโรคอ้วนตั้งแต่วัยเด็กได้จะยิ่งดี เพราะการป้องกันโรคอ้วนเป็นสิ่งสำคัญ พ่อแม่ต้องชวนออกกำลังกาย กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เด็กก็จะปฏิบัติตามอย่าง ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคอ้วนในเด็กได้

นับว่าโรคอ้วน เป็นเพชฌฆาตเงียบที่คร่าชีวิตผู้คนมากมาย ดังนั้น ต้องร่วมกันขจัดโรคอ้วน เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหรือ NCDs ลง สสส.และภาคีเครือข่าย สนับสนุนให้ทุกคนปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยทานอาหารที่มีประโยชน์ มีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ ลด ละ เลิก ปัจจัยเสี่ยงอย่างเหล้า และบุหรี่ มาร่วมกันลดจำนวนผู้ป่วย NCDs และสร้างเสริมสุขภาวะที่ดีให้แก่ตนเองไปด้วยกัน

ประชาสัมพันธ์

ลดหวาน มัน เค็ม ดีต่อใจ ห่างไกล NCDs

ลดหวาน มัน เค็ม ดีต่อใจ ห่างไกล NCDs

อ่าน : 1,166

เรื่องโดย ฐิติพร โยทาพันธ์ Team Content www.thaihealth.or.th

ข้อมูลจาก พิธีลงนาม MOU องค์กรวิชาชีพ หน่วยงานรัฐ และภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านโรคไม่ติดต่อ ตั้งเป้าสนับสนุนขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ สู่วาระแห่งชาติ

ภาพโดย ชยวี ลิ้มถาวรรักษ์ Team Content www.thaihealth.or.th  และแฟ้มภาพ

ลดหวาน มัน เค็ม ดีต่อใจ ห่างไกล NCDs thaihealth

“พี่คะขอรสชาติจัดจ้าน แซ่บ ๆ เลยนะคะ”

“พี่ครับขอเพิ่มหวานอีกนิดนะครับ”

“ของทอดนี่มันอร่อยจริงๆ นะ กร๊อบ กรอบ ยิ่งถ้าได้น้ำจิ้มแซ่บ ๆ นะ คือ ดีมากกก”

พฤติกรรมการนิยมบริโภคอาหารรสชาติจัดจ้าน ถึงใจ แต่มากไปด้วยปริมาณของโซเดียม ขณะที่การทานอาหารที่มีรสชาติเข้มข้นเกินไป แต่เมื่อบริโภคเกินที่ร่างกายต้องการ ย่อมส่งผลเสียตามมา ดังประโยคที่ว่า “อร่อยปาก ลำบากร่างกาย Covid-19 ที่ว่าร้าย ยังต้องพ่ายให้กับโรค NCDs” รู้หรือไม่คนไทยเสียชีวิตด้วยโรค NCDs เฉลี่ยวันละไม่ต่ำกว่า 1,000 คน ไม่เพียงเท่านั้นในแต่ละปีรัฐต้องสูญเสียงบประมาณค่ารักษาพยาบาลปีละกว่าหลายล้านบาท

หากสงสัยว่าทำไม ? NCDs ถึงร้ายแรงกว่า Covid-19 ก็เพราะว่ามีจำนวนผู้ป่วยในกลุ่มโรค NCDs จำนวนมาก และโรคที่เป็นนั้นเรื้อรังนานนับสิบปี การดูแลรักษาพยาบาลจำเป็นต้องใช้ทั้งทรัพยากรบุคคล ยา เครื่องมือแพทย์เป็นจำนวนมาก ด้วยปัญหานี้จึงเป็นที่มาในการร่วมมือกันระหว่าง สสส. สมาคมโรคไม่ติดต่อไทยผนึกกำลังภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องร่วมลงนามความร่วมมือ MOU องค์กรวิชาชีพ หน่วยงานรัฐ และภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านโรคไม่ติดต่อ ทำงานร่วมกัน โดยมีเป้าหมายสนับสนุนขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อสู่วาระแห่งชาติ ตัดวงจรโรคไม่ติดต่อ ส่งเสริมกิจกรรมทางกาย มุ่งสร้างสุขภาวะที่ดีให้คนไทย

ลดหวาน มัน เค็ม ดีต่อใจ ห่างไกล NCDs thaihealth

ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์ นายกสมาคมเครือข่ายโรคไม่ติดต่อไทย กล่าวถึงเป้าหมายสำคัญของการทำงานร่วมกันในครั้งนี้ว่า โรคไม่ติดต่อในประเทศไทยในตอนนี้มีจำนวนมาก “โรค NCDs ไม่ใช่โรคที่เกิดจากอายุ พันธุกรรม ในความเป็นจริงแล้วสาเหตุหลักเกิดจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีรสชาติ หวาน มัน เค็ม เกินไป และการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งเราสามารถดูแล และป้องกันตัวเองที่จะไม่ให้ป่วยด้วยกลุ่มโรค NCDs ได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน ลดการบริโภคอาหารหวาน มัน เค็ม ออกกำลังกาย และหมั่นตรวจเช็กสุขภาพร่างกายอยู่เสมอ”

ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี กล่าวต่อว่า การร่วมมือกันในการทำงานครั้งนี้ ในนามของสมาคมโรคไม่ติดต่อไทย และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง มีเป้าหมายร่วมกัน คือการลดจำนวนผู้ป่วยโรค NCDs ลง ด้วยการการควบคุมและป้องกัน ลดปัจจัยเสี่ยงจากการบริโภคที่ไม่จำเป็น ลดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ส่งเสริมให้มีกิจกรรมทางกายที่มากขึ้น ปรับสิ่งแวดล้อมให้ลดปัจจัยเสี่ยง โดยอาศัยนโยบายสาธารณะที่จะช่วยยับยั้งปัจจัยเสี่ยงและส่งเสริมปัจจัยคุ้มครองให้ไปในทิศทางเดียวกัน และผลักดันนโยบายนี้ให้กับฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาโรค NCDs อย่างจริงจัง

ลดหวาน มัน เค็ม ดีต่อใจ ห่างไกล NCDs thaihealth

ดร.นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ กรรมการบริหารแผนคณะที่ 5 สสส. และรองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การควบคุมและป้องกันโรคไม่ติดต่อ หรือ NCDs มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะเป็นนโยบายสาธารณะ จะบอกให้ประชาชนรู้จักเพียงวิธีการป้องกันอย่างเดียวไม่ได้ ต้องปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน

“ประชาชนจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีนโยบายสาธารณะเป็นตัวช่วยขับเคลื่อน เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยจากกลุ่มโรค NCDs ลง โดยผ่านการทำงานร่วมกันระหว่าง สสส. และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ในการยื่นขอเสนอเชิงนโยบายต่อภาครัฐ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างทางสังคม นอกจากจะบอกประชาชนว่ามีวิธีป้องกันอย่างไร สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปด้วยให้เกิดผลคือ การปรับสภาพแวดล้อม ให้เป็นไปทิศทางเดียวกัน เพื่อให้คนไทยห่างไกลจากโรค NCDs” ดร.นพ.วิชช์ กล่าว

ทำความรู้กับกลุ่มโรค NCDs

มาดูกันว่าการรับประทานอาหารที่มีรสชาติหวาน มัน เค็ม เกินไปเป็นประจำเสี่ยงต่อการเป็นโรคอะไรบ้าง

ลดหวาน มัน เค็ม ดีต่อใจ ห่างไกล NCDs thaihealth

5 วิธี ห่างไกลจากโรค NCDs

  1. ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  2. ไม่สูบบุหรี่
  3. เลี่ยงอาหารหวาน มัน เค็มจัด และเพิ่มผักผลไม้ในมื้ออาหาร
  4. ออกกำลังกาย
  5. อารมณ์ดี คิดบวก ไม่เครียด ผักผ่อนให้เพียงพอ

ลดหวาน มัน เค็ม ดีต่อใจ ห่างไกล NCDs thaihealth

            สสส.ร่วมกับสมาคมเครือข่ายโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง พร้อมขับเคลื่อน สร้างองค์ความรู้ที่ถูกต้องในการควบคุมและป้องกันกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง รวมทั้งการส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางสังคมให้เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนไทยให้ห่างไกลปัจจัยเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ เพื่อสุขภาวะที่ดีและลดจำนวนผู้ป่วยจากกลุ่มโรค NCDs “เริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพวันนี้ เพื่อสุขภาวะที่ดี ห่างไกล NCDs”

 571 total views

ประชาสัมพันธ์

พลังพระอาสา ช่วยแรงงานเมียนมารู้สู้โควิด

พระภิกษุสงฆ์มีบทบาทคอยช่วยเหลือสังคมไทยอยู่เสมอ เช่นเดียวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในเวลานี้ พระก็มีบทบาทในการช่วยเฝ้าระวังป้องกันโรค โดยได้ฝึกจัดทำคลิปวิดีโอ หวังให้ความรู้และให้กำลังใจแก่ญาติโยม ผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปให้ได้

จึงนำมาสู่การจัดอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาพระนิสิตจิตอาสา เพื่อสร้างเสริมและฟื้นฟูสุขภาวะแก่แรงงานต่างชาติที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ระลอกใหม่ โดยความร่วมมือของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กระทรวงสาธารณสุข สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส (ThaiPBS) กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) และกรุงเทพมหานคร

พลังพระอาสา ช่วยแรงงานเมียนมารู้สู้โควิด thaihealth

โดยพระเทพวัชรบัณฑิต,ศ.ดร. อธิการบดี มจร. กล่าวว่า การควบคุมสถานการณ์ขณะนี้ พระสงฆ์ยังไม่สามารถลงพื้นที่ช่วยเหลือได้ แต่การสื่อสารประชาสัมพันธ์นั้นเป็นหัวใจสำคัญ ยิ่งพระนิสิตเมียนมาสามารถสื่อสารสร้างความรู้ความเข้าใจให้ชาวเมียนมาได้ การรับมือและป้องกันโรคระบาดโควิดก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น การจัดอบรมดังกล่าวเพื่อให้พระนิสิตเมียนมา นำองค์ความรู้ไปบอกต่อให้กับแรงงานข้ามชาติ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ ไม่ตื่นตระหนัก ไม่หวาดกลัว สู่การส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค และดูแลคุณภาพชีวิตกลุ่มแรงงานเพื่อนบ้านได้

พลังพระอาสา ช่วยแรงงานเมียนมารู้สู้โควิด thaihealth

ด้านพระเทพเวที, รศ.ดร. รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต มจร. ให้ข้อมูลว่า สำหรับบทบาทของพระนิสิตเมียนมา ที่เข้ารับการอบรมจำนวน 50 รูป จะสามารถช่วยเป็นล่ามแปลภาษาในการสอบสวนโรคให้กับชาวเมียนมาในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร พร้อมช่วยให้ความรู้ด้านการป้องกันโรค ผ่านการจัดทำคลิปวิดีโอ โดยจะเน้นสื่อสาร 3 เรื่องคือ

1. การให้กำลังใจ

2. ความไม่ประมาทหรือการดูแลป้องกันตนเอง

3. การช่วยเหลือเกื้อกูลกันหรือให้ความร่วมมือ

พลังพระอาสา ช่วยแรงงานเมียนมารู้สู้โควิด thaihealth

โดยมุ่งหวังให้พระนิสิตเมียนมา สามารถผลิตสื่อช่วยเยียวยาจิตใจสังคมและแรงงานต่างชาติ ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และสามารถนำไปเผยแพร่ตามสื่อรูปแบบต่างๆ ได้

เช่นเดียวกับ ทพ.ศิริเกียรติ เหลียงกอบกิจ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. ระบุว่า สสส. ให้ความสำคัญกับการลดการตีตราและการเลือกปฏิบัติ ซึ่งเกิดขึ้นมากกับชาวเมียนมาในช่วงโควิด-19 ระลอกใหม่  นอกจากนั้นประเทศไทยมีข้อจำกัดเรื่องการสื่อสารระหว่างบุคลากรชาวไทยและแรงงานชาวเมียนมา โดยเฉพาะการทำความเข้าใจในเรื่องการปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง ตามมาตรการของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และการฟื้นฟูเยียวยาจิตใจ สสส. ร่วมกับภาคีพระสงฆ์ ที่ถือเป็นภาคีสำคัญในการผลักดันให้เกิดสังคมสุขภาวะ ได้สนับสนุนจัดอบรมการผลิตสื่อที่จะช่วยสร้างความเข้าใจเรื่องโควิด-19

พลังพระอาสา ช่วยแรงงานเมียนมารู้สู้โควิด thaihealth

พลังพระอาสา ช่วยแรงงานเมียนมารู้สู้โควิด thaihealth

“การจัดเวิร์คช็อปให้กับพระนิสิต ที่จะเข้ามาช่วยเติมเต็มทั้งในแง่ความรู้ ข่าวสาร และสภาพจิตใจ ให้กับชาวเมียนมา ควบคู่ไปกับการเดินหน้าผลิตสื่อต่างๆ และการดำเนินกิจกรรมอีกหลายมิติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่จะเข้ามาร่วมกันสร้างสังคมที่เป็นหนึ่งเดียว ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นชุมชนเมียนมา หรือชุมชนไทย” ทพ.ศิริเกียรติ กล่าว

พลังพระอาสา ช่วยแรงงานเมียนมารู้สู้โควิด thaihealth

ขณะที่ นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ” เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ อธิบายว่า บทบาทของพระนิสิตเมียนมา จะเป็นทั้งที่ปรึกษาและผู้นำทางความคิดให้กับแรงงานชาวเมียนมา อันจะเป็นจุดเชื่อมโยงที่สำคัญในการเฝ้าระวังช่วยเหลือ และป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด ซึ่งการอบรมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ จะช่วยทำให้พระนิสิตเมียนมามีความรู้ ความเข้าใจมาตรการด้านสุขภาพ และนโยบายของประเทศไทย จนสามารถไปสื่อสารกับแรงงานเมียนมาในประเทศไทยได้อย่างถูกต้อง พร้อมกับหวังว่าพระนิสิตจะทราบช่องทางการสื่อสาร และสามารถผลิตสื่อเผยแพร่ไปยังแรงงานเมียนมาได้

พลังพระอาสา ช่วยแรงงานเมียนมารู้สู้โควิด thaihealth

พลังพระอาสา ช่วยแรงงานเมียนมารู้สู้โควิด thaihealth

ด้าน “พระสุมังกะระ” พระนิสิตเมียนมา ชั้นปีที่ 3 คณะมนุษยศาสตร์ มจร. บอกว่า มีความตั้งใจอยากจะช่วยเหลือญาติโยม ที่กำลังประสบปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 อยู่ในขณะนี้ ซึ่งไม่ว่าจะติดเชื้อแล้ว หรือยังไม่ติดแต่ว่าตกงาน ก็อยากให้มีกำลังใจสู้ต่อไปอย่าท้อถอย สำหรับการอบรมในครั้งนี้ ทำให้มีความรู้ในการป้องกันโควิด-19 อย่างถูกต้อง พร้อมได้เรียนรู้เทคนิคการทำคลิปวิดีโอ ให้น่าสนใจจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อนำไปแชร์ผ่านสื่อออนไลน์ เช่น ยูทูบ เฟซบุ๊ก โดยจะทำเป็นภาษาพม่า ภาษาอังกฤษและภาษาไทย พร้อมสอดแทรกข้อคิดธรรมะเพื่อให้กำลังใจ แก่แรงงานเมียนมาในประเทศไทย

พระนิสิตเมียนมานับเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญ ในการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโควิด-19 ช่วยให้แรงงานมีความเข้าใจ ไม่หวาดกลัวและให้ความร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิด-19

สสส. เห็นความสำคัญในการให้ข้อมูลการแพร่ระบาดของโควิด-19 จึงได้จัดทำชุดคู่มือดูแลตนเอง “สู้! โควิด ไปด้วยกัน” เพื่อสร้างความรู้ วิธีการดูแลตนเองแบบเข้าใจง่าย สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ http://ssss.network/awgny

Contact Us

กองบัญชาการกองทัพบกถนนราชดำเนินนอก แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200

Tel: 0-2297-7090 Fax: 0-2280-2363

webadmin@rta.mi.th


11861718316439118617183164391186171831643911861718316439118617183164391186171831643911861718316439

Where are we?

Maps

Total Visitors

0740599