Category: ประชาสัมพันธ์

ประชาสัมพันธ์

งดเหล้า ห่างโควิด ชีวิตจะปลอดภัย

เรื่องโดย ปัญจวรา บุญสร้างสม Team Content www.thaihealth.or.th

ข้อมูลบางส่วนจาก งานแถลงข่าว กิจกรรมรณรงค์วันงดดื่มสุราแห่งชาติ ประจำปี 2564

 

งดเหล้า ห่างโควิด ชีวิตจะปลอดภัย

หากพูดถึงเทศกาลเข้าพรรษา คุณนึกถึงอะไร วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา การถวายเทียนจำนำพรรษา การทำบุญถวายผ้าอาบน้ำฝน ขบวนแห่เทียนพรรษา ขบวนฟ้อนรำที่สวยงามตระการตา หรืออาจจะเป็นการตั้งใจงดเว้นจากอบายมุขต่าง ๆ ที่หลายคนอาจจะคุ้นเคยกันดี ในชื่อของ “งดเหล้าเข้าพรรษา”

นพ. ม.ล.สมชาย จักรพันธุ์  ประธานคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวในงานแถลงข่าว กิจกรรมรณรงค์วันงดดื่มสุราแห่งชาติ ประจำปี 2564 ว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 กำหนดให้วันเข้าพรรษาของทุกปี เป็น “วันงดดื่มสุราแห่งชาติ” เพื่อสนับสนุน ส่งเสริมให้ประชาชน ตระหนักถึงโทษภัยของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และลด ละ เลิก ดื่มสุราในช่วงเข้าพรรษา โดยกระทรวงสาธารณสุข ได้ร่วมกับชมรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านแห่งประเทศไทย สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดกิจกรรม “เชิญ ชวน เชียร์ ลด ละ เลิกเหล้า”

โดยตั้งเป้าหมายให้ อสม. ชวนคนในครอบครัวและคนรอบข้างอย่างน้อย 3 คน ลด ละ เลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วง 3 เดือนเข้าพรรษาที่จะถึงนี้ ชวนผู้ต้องการเลิกเข้าสู่ระบบการบำบัดรักษาในโรงพยาบาลทุกระดับ และเชียร์ ติดตามให้กำลังใจผู้ที่เข้าสู่ระบบบำบัดรักษา หลังกลับสู่ชุมชน เพื่อการตัดสินใจเลิกดื่มถาวร โดยประชาชนสามารถลงชื่อออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ Stopdrink.com เว็บไซต์ อสม.comและ Application Smart อสม.

“ขอเชิญชวนคนไทย ลด ละ เลิกการดื่มสุราในช่วงเข้าพรรษานี้ เพื่อดูแลสุขภาพของตนเอง โดยใช้วิธีการ “1 ลด 3 เพิ่ม”  คือ  ลดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพิ่มเงินในกระเป๋า เพิ่มภูมิคุ้มกันร่างกาย และเพิ่มความสุขในครอบครัว รวมทั้งขอให้เข้มมาตรการป้องกันตนเองสูงสุด ไม่จับกลุ่มตั้งวงดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นพฤติกรรมเสี่ยงสำคัญที่ทำให้ติดเชื้อง่ายขึ้น สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา เว้นระยะห่างทางสังคม ล้างมือบ่อย ๆ ลดการแพร่ระบาดโควิด-19” นพ. ม.ล.สมชาย กล่าว

องค์การอนามัยโลกได้กำหนดกรอบนโยบาย เพื่อสร้างสังคมปลอดภัยจากปัญหา หรือผลกระทบจากการบริโภคแอลกอฮอล์ (SAFER) ซึ่งเป็นมาตรการหลักในการควบคุมแอลกอฮอล์ ประกอบด้วย 5 มาตรการ คือ

  1. สร้างความเข้มแข็งในการควบคุมและจำกัดการการเข้าถึงทางกายภาพของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  2. ยกระดับการบังคับใช้มาตรการควบคุมพฤติกรรมขับขี่ยานพาหนะหลังการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  3. จัดให้มีการเข้าถึงระบบบริการคัดกรองบำบัดแบบสั้น และบำบัดรักษาผู้มีปัญหาเกี่ยวกับการดื่มสุรา
  4. บังคับใช้กฎหมายห้ามหรือจำกัด โดยครอบคลุมการโฆษณา การให้ทุนอุปถัมภ์ และการส่งเสริมการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  5. ขึ้นราคาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผ่านระบบภาษีสรรพสามิต และมาตรการทางด้านราคาอื่น ๆ เพื่อให้การควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นไปอย่างมีเอกภาพ

 

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า วันงดดื่มสุราแห่งชาติปีนี้ยังอยู่ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 การตั้งวงดื่มเหล้ามีส่วนทำให้เกิดคลัสเตอร์ใหม่ได้  สสส. อยากใช้โอกาสนี้เชิญชวนให้ทุกคน ลด ละ เลิก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อตัดวงจรระบาดควบคู่กับการมีสุขภาพที่ดี โดยตลอดระยะเวลา 18 ปีที่ผ่านมา  สสส. และภาคีเครือข่ายงดเหล้ายืนยันเจตนารมณ์เดิม คือ ผลักดัน พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 ให้มีความเข้มข้นมากขึ้น รวมถึงเดินหน้าโครงการต่าง ๆ  เช่น “ให้เหล้าเท่ากับแช่ง” ที่ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อมาเป็น“ห่วงใยใครไม่ให้เหล้า”

“เนื่องในวันงดดื่มสุราแห่งชาติ สสส. เชิญชวนให้ทุกคนใช้โอกาสนี้เป็นก้าวแรกของการลด ละ เลิก การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อดูแลภูมิคุ้มกันร่างกายให้ดี และลดโอกาสติดเชื้อโควิด-19 รวมถึงเป็นการช่วยลดภาระบุคลากรทางการแพทย์ เพราะการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นอกจากทำให้เสี่ยงติดเชื้อรุนแรง  และทำให้ปอดมีโอกาสติดเชื้อ 2.9 เท่า ยังมีส่วนยับยั้งการเกิดระบบภูมิคุ้มกัน ขัดขวางการตอบสนองของวัคซีนโควิด-19 อีกด้วย” ดร.สุปรีดากล่าว

ในส่วนของตัวแทนคนรุ่นใหม่ด้านการสื่อสารมวลชนที่เป็นพรีเซ็นเตอร์ของโครงการงดเหล้าเข้าพรรษาในปีนี้ อย่างนางสาวกัญดา ศรีธรรมูปถัมภ์ หรือคูลเจแนน นักจัดรายการประจำคลื่นวิทยุ COOLfahrenheit 93 เล่าว่า โดยส่วนตัว ตนเองเป็นคนไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อยู่แล้ว เนื่องจากมีประสบการณ์การสูญเสียคุณพ่อจากโรคพิษสุราเรื้อรัง ตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น จึงรู้สึกว่าการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นั้นไม่มีข้อดีใด ๆ เลย ทำให้เกิดความเสียหายทั้งกับสุขภาพ หน้าที่การงาน รวมทั้งทรัพย์สิน ดังนั้น เธอจึงมักจะใช้เรื่องราวของตนเอง เพื่อตักเตือนบุคคลรอบข้าง ให้เลิกยุ่งเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

“ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีข่าวสารออกมาทุกวันว่า ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ หรือติดสุราเรื้อรังนั้น จะมีภูมิต้านทานต่ำ หากได้รับเชื้อโควิด-19 จะยิ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะอาการหนักหรือเสียชีวิตได้ เธอจึงอยากใช้ความรู้สึกจากประสบการณ์ตรงของเธอช่วยสื่อสารว่า  เหล้าไม่มีข้อดี เหล้าทำลายชีวิต เหล้าทำลายครอบครัว เหล้าทำลายประเทศชาติ เลิกได้ เลิกเลย  ใช้โอกาสเข้าพรรษานี้เป็นแรงบันดาลใจในการเริ่มต้นอีกครั้ง”

“สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ” ศีล ข้อ 5 ที่คนไทยหลายคนคงเคยได้ยินและคุ้นหูอยู่บ้าง และบางส่วนก็ทราบความหมายดีว่า หมายถึง การงดเว้นจากการดื่มสุรา หรือของมึนเมา ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ขาดสติ สัมปชัญญะ สร้างความเสียหายมากมายให้กับชีวิต ทั้งต่อตนเอง สังคม และคนรอบข้าง

สสส. ในฐานะองค์กรที่ทำงานรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษามาอย่างต่อเนื่องและยาวนานเกือบ 18 ปี  ขอเป็นส่วนหนึ่งในการสื่อสาร ย้ำเตือนเรื่องนี้ต่อไป แม้ว่าจะเปลี่ยนใจผู้ที่ดื่มสุราได้ผลมากบ้าง น้อยบ้าง แต่เพียงแค่มีใครสักคนที่ตั้งใจจะงดเหล้าในช่วงเข้าพรรษา และทำได้สำเร็จตลอดพรรษา หรืออาจขยายผลต่อเนื่องเป็นความตั้งใจที่จะเลิกเหล้าอย่างถาวร ตลอดชีวิต ก็นับเป็นความสำเร็จก้าวสำคัญที่เราได้คืนพ่อแม่ที่ใจดีให้กับลูก ๆ คืนลูก ๆ ที่น่ารักให้กับพ่อแม่ คืนพลเมืองคุณภาพให้กับสังคมและประเทศชาติ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ที่ตัดสินใจเริ่มต้นทุกคน

 

ผู้มีปัญหาเกี่ยวกับการดื่มสุรา หรือต้องการเลิกสุราสามารถติดต่อขอรับคำปรึกษาได้ที่สายด่วนเลิกเหล้า facebook fanpage: ศูนย์ปรึกษาปัญหาสุรา Alcohol Help Center จะมีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาการดูแลตัวเองในเบื้องต้น และให้คำปรึกษาในการส่งต่อไปยังสถานพยาบาล เพื่อการหยุดดื่มอย่างปลอดภัย

 129 total views

ประชาสัมพันธ์

เลิกสูบ คุณทำได้

เป็นที่ทราบกันดีว่า การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุก่อโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคถุงลมโป่งพอง โรคหัวใจ โรคมะเร็งปอด โรคมะเร็งกล่องเสียง และโรคมะเร็งชนิดอื่นๆ รวมถึงเสี่ยงต่อการติดโควิด-19 อีกด้วย

เนื่องในวันที่  31 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันงดสูบบุหรี่โลก จึงเป็นโอกาสดีที่เราจะได้เน้นย้ำให้เห็นถึงพิษภัยของบุหรี่ และยิ่งอันตรายคูณสองหากติดร่วมกับโรคโควิด-19 โดยปีนี้ทางองค์การอนามัยโลก หรือ WHO รณรงค์ว่า COMMIT TO QUIT หรือมุ่งมั่นที่จะเลิกสูบ สำหรับประเทศไทยรณรงค์ภายใต้คำขวัญว่า “เลิกสูบ ลดเสี่ยง คุณทำได้” เพราะการเลิกสูบบุหรี่ จะช่วยลดความเจ็บป่วยรุนแรง และลดการเสียชีวิตเมื่อติดโควิด-19 ได้

“ผู้สูบบุหรี่ที่ติดโควิด-19 มักจะมีอาการหนักกว่าคนไม่สูบบุหรี่ถึง 2 เท่า เพราะมีถึง 2 ปัจจัยที่ทำอันตรายต่อปอด คือสารเคมีที่อยู่ในบุหรี่จะทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง ขณะที่เชื้อโควิด-19 หากเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะกระจายเชื้อทำลายปอดอย่างรวดเร็ว” เป็นคำยืนยันจาก ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่

ความเสี่ยงของบุหรี่กับโรคโควิด-19 มีดังนี้

  1. บุหรี่ทำให้ภูมิต้านทานของร่างกาย ปอด อ่อนแอกว่าปกติ
  2. ผู้ป่วยโควิด-19 ที่สูบบุหรี่ มีโอกาสเสียชีวิตมากกว่า 2 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ไม่สูบบุหรี่
  3. ผู้ที่ติดโควิด-19 จะเพิ่มความเสี่ยงแพร่เชื้อให้กับคนอื่น หากเกิดการไอจามเวลาสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ
  4. การได้รับควันมือสองเรื้อรัง เพิ่มความเสี่ยงที่จะให้ติดโควิด-19 ง่ายขึ้น

ศ.นพ.ประกิต อธิบายว่า ในปอดที่สูบบุหรี่อยู่แล้วจะจัดการกับเชื้อโควิดได้น้อยกว่าปอดที่ไม่สูบบุหรี่ โอกาสที่อาการหนักและเสียชีวิต เมื่อติดโควิด-19 ก็สูงกว่าคนไม่สูบบุหรี่ถึง 2 เท่า ซึ่งความเหมือนของบุหรี่กับโควิด-19 คือต่างทำให้ปอดและทางเดินหายใจอักเสบเหมือนกัน ซึ่งหากติดเชื้อโควิดแล้ว สารพิษที่อยู่ในควันบุหรี่จะทำให้เม็ดเลือดขาว ซึ่งโดยปกติ​จะทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง จนร่างกาย​เสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิดได้ง่ายขึ้น

ศ.นพ.ประกิต บอกถึงพฤติกรรมการสูบบุหรี่ ที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดโควิด-19 ว่า มือที่ใช้คีบบุหรี่ อาจไปสัมผัสสิ่งของต่างๆ ที่มีเชื้อโควิด-19 อยู่ แล้วนำมาสูบต่อ จึงเป็นทางนำเชื้อเข้าสู่ร่างกาย ขณะที่การจับกลุ่มสูบบุหรี่หรือสูบบุหรี่ตัวเดียวกัน ถ้าเกิดมีผู้ติดโควิด-19 ไอหรือจาม จะยิ่งเสี่ยงต่อการติดและแพร่กระจายเชื้อโควิด

ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ บอกว่า บุหรี่เป็นยาเสพติดที่มีอำนาจเสพติดสูง มีผลวิจัยว่าบุหรี่เลิกยากเท่ากับติดเฮโรอีน จึงอยากจะเตือนวัยรุ่นว่าอย่าคิดเข้าไปลอง ซึ่งถ้าพ้นอายุ 20 ปีขึ้นไปแล้วถ้าไม่ติดบุหรี่ คนเกือบทั้งหมดจะไม่ติดอีกแล้ว และคนกว่า 90% เลิกบุหรี่ได้ด้วยตัวเอง ดังนั้นอยู่ที่ความตั้งใจแล้วก็ลงมือเลิก แต่ถ้าทำไม่สำเร็จก็ไปขอรับบริการจากสถานพยาบาล หรือโทรไปที่สายด่วนเลิกบุหรี่ 1600

“ดีที่สุดของสุขภาพ คือการเลิกสูบบุหรี่ ลองเปลี่ยนวิกฤตของโควิด-19 ให้กลายเป็นโอกาสในการเลิกบุหรี่ได้สำเร็จ เพราะนอกจากจะลดความเสี่ยงที่ตัวเองจะเจ็บป่วยหนักแล้ว ยังลดโอกาสที่จะแพร่เชื้อให้กับผู้อื่น เลิกสูบ ลดเสี่ยง คุณทำได้” ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าว

เนื่องในวันงดสูบบุหรี่โลก สสส. ขอเชิญชวนผู้สูบบุหรี่ ใช้โอกาสนี้เริ่มต้นการเลิกสูบบุหรี่ ซึ่งนอกจากจะทำลายสุขภาพของตัวเองและคนรอบข้างแล้ว ยังเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น โดยสามารถขอรับคำปรึกษาฟรี ได้ที่สายด่วนเลิกบุหรี่โทร 1600

ประชาสัมพันธ์

ฝ่าวิกฤตการสื่อสาร ในสถานการณ์โควิด-19

ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 สิ่งหนึ่งที่กลายเป็นปัญหาสำคัญ จนทำให้เกิดปัญหาด้านอื่นๆ ตามมา คือ วิกฤตการสื่อสาร ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ต้องตระหนักและแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และป้องกันไม่ให้เกิดความตื่นตระหนก ความสับสน

การสื่อสาร ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่การจัดการกับปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ในช่วงภาวะวิกฤตเช่นนี้ “เรา” ในฐานะพลเมือง จะมีวิธีรับข้อมูล และส่งต่อข่าวสารอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์มากที่สุด

รศ.จุมพล รอดคำดี นักวิชาการอาวุโส สถาบันกันตนา และอดีตคณบดี คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การสื่อสารในภาวะวิกฤติ เป็นการสื่อสารในภาวะไม่ปกติ เราจึงต้องทำการสื่อสาร โดยให้ข้อมูล หรือข้อเท็จจริงอย่างรวดเร็ว ตรงไปตรงมา มีประโยชน์   มีบุคคลที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และน่าเชื่อถือ เป็นคนให้ข้อมูล เนื่องจากในภาวะวิกฤติ ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ จะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากปล่อยให้การสื่อสารถูกทิ้งช่วงนานเกินไป ก็จะทำให้เกิดช่องว่างทางการสื่อสารตามมาในที่สุด

 

แนวทางการจัดการสื่อสารในภาวะวิกฤติ

  1. สร้างการมีส่วนร่วมในการสื่อสาร สื่อสารด้วยความเข้าใจ โดยรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน
  2. ผลิตสื่อในรูปแบบที่ชัดเจน เข้าใจง่าย เข้าถึงกลุ่มคนทุกช่วงวัย
  3. สื่อสารข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา พร้อมทั้งชี้แจงเหตุผล
  4. สื่อสารด้วยความรวดเร็ว และทันต่อเหตุการณ์ เพื่อลดช่องว่างในการสื่อสาร
  5. ปรับรูปแบบการสื่อสารให้เข้ากับลักษณะของพื้นที่ หรือชุมชน

สถานการณ์ของโรคระบาดที่แพร่กระจายไปพร้อมกับข้อมูลข่าวสารในตอนนี้ คือ การมีข้อมูลจำนวนมาก และแข่งกันทำเวลาในการเผยแพร่ จนทำให้ขาดการตรวจสอบความถูกต้อง น่าเชื่อถือของข้อมูลนั้นๆ นอกจากนี้ การรับข้อมูลในโซเชียลมีเดีย จะทำให้การรับข้อมูลของเราแคบลง เพราะระบบคัดกรองจะคัดกรองเฉพาะเนื้อหา หรือข้อมูลที่เราให้ความสนใจหรืออยากได้ยิน ซึ่งส่วนใหญ่ข้อมูลเหล่านั้นจะถูกนำเสนอโดยสอดแทรกความคิดเห็นมากกว่าที่จะเป็นข้อเท็จจริง การตรวจสอบข้อมูลข่าวสารให้ถูกต้องก่อนทำการเผยแพร่หรือส่งต่อ จะช่วยลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นในสังคมได้

ดร.ธีรารัตน์ พันทวี วงศ์ธนะเอนก นายกสมาคมวิทยุและสื่อเพ่อเด็กและเยาวชน (สสดย.) กล่าวว่า ความรอบรู้หรือรู้เท่าทันสื่อนั้น จะต้องทำให้ครอบคลุมทั้ง 3 ส่วน คือ ตัวสื่อ ข้อมูลข่าวสาร และเทคโนโลยีดิจิทัล ในส่วนของตัวสื่อ เราควรเลือกรับสื่อจากหลากหลายช่องทาง หรือหลายรูปแบบ เพื่อเปรียบเทียบความถูกต้องของข้อมูล ลักษณะการนำเสนอว่าเป็นไปในทางสร้างสรรค์หรือไม่และเลือกเชื่อถือจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้

“ในส่วนของข้อมูล จะต้องตรวจสอบข้อมูลว่ามีแหล่งที่มาจากที่ใด ใครเป็นบุคคลอ้างอิงหรือคนพูด มีลักษณะเป็นทางการหรือไม่ หากตรวจสอบแหล่งที่มาแล้วพบว่าน่าสงสัย อย่าเพิ่งทำการแชร์หรือส่งต่อ และสุดท้ายในส่วนของการรอบรู้เรื่องข้อมูลเทคโนโลยีดิจิทัล เราจะต้องดูว่าสื่อบนแพลตฟอร์มนั้น มีการคัดกรองข้อมูลก่อนเผยแพร่หรือไม่ มีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด และมีประโยชน์ต่อเราหรือไม่”  ดร.ธีรารัตน์ กล่าว

 

การสังเกตข่าวปลอม หรือ Fake News มีเทคนิค 10 ข้อ ดังนี้

  1. สงสัยข้อความพาดหัว ข่าวปลอมมักมีข้อความพาดหัวที่ดึงดูดความสนใจโดยใช้ตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด และเครื่องหมายอัศเจรีย์
  2. สังเกตที่ URL หาก URL หลอกลวงหรือดูคล้าย อาจเป็นสัญญาณของข่าวปลอมได้ เว็บไซด์ข่าวปลอมจำนวนมากมักเปลี่ยนแปลง URL เพียงเล็กน้อยเพื่อเลียนแบบแหล่งข่าวจริง
  3. สังเกตแหล่งที่มา ตรวจดูให้แน่ใจว่าเรื่องราวเขียนขึ้นโดยแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือ และมีชื่อเสียงด้านความถูกต้อง หากมีเรื่องราวมาจากองค์กรที่ชื่อไม่คุ้นเคย ให้ตรวจสอบที่ส่วน “เกี่ยวกับ” เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติม
  4. มองหาการจัดรูปแบบที่ไม่ปกติ เว็บไซต์ข่าวปลอมจำนวนมากมักมีการสะกดผิดหรือวางเลย์เอาต์ไม่ปกติ โปรดอ่านอย่างระมัดระวังหากคุณเห็นสัญญาณเหล่านี้
  5. การพิจารณารูปภาพ ข่าวปลอมมักมีรูปภาพหรือวิดีโอที่ไม่เป็นความจริง บางครั้งรูปภาพอาจเป็นรูปจริงแต่ไม่เกี่ยวกับบริบทของเรื่องราว คุณสามารถค้นหาเพื่อตรวจสอบได้ว่ารูปภาพเหล่านั้นมาจากไหน
  6. ตรวจสอบวันที่ เรื่องราวข่าวปลอมอาจมีลำดับเหตุการณ์ที่ไม่สมเหตุสมผล หรือมีการเปลี่ยนแปลงวันที่ของเหตุการณ์
  7. ตรวจสอบหลักฐาน ตรวจสอบแหล่งข้อมูลของผู้เขียนเพื่อยืนยันว่าถูกต้อง หากไม่มีหลักฐานหรือความน่าเชื่อถือของผู้เชี่ยวชาญที่ไม่มีชื่อเสียง อาจจะระบุได้ว่าข่าวดังกล่าวเป็นข่าวปลอม
  8. ดูรายงานอื่น ๆ หากไม่มีแหล่งที่มาอื่นๆ ที่รายงานเรื่องราวเดียวกัน อาจระบุได้ว่าข่าวดังกล่าวเป็นข่าวปลอมหากมีรายงานข่าวโดยหลายแหล่งข่าวที่คุณเชื่อถือได้มีแนวโน้มว่าข่าวดังกล่าวจะเป็นข่าวจริง
  9. เรื่องราวนี้เป็นเรื่องตลกหรือไม่ บางครั้งอาจแยกข่าวปลอมจากเรื่องตลกหรือการล้อเลียนได้ยาก ตรวจสอบดูว่าแหล่งที่มาของข่าวขึ้นชื่อเรื่องการล้อเลียนหรือไม่ และรายละเอียดตลอดจนน้ำเสียงของข่าวฟังดูเป็นเรื่องตลกหรือไม่
  10. เรื่องราวบางเรื่องอาจตั้งใจเป็นข่าวปลอม ใช้วิจารณญาณเพื่อคิดวิเคราะห์เรื่องราวที่คุณอ่าน และแชร์เฉพาะข่าวที่คุณแน่ใจว่าเชื่อถือได้เท่านั้น

สสส. มีเป้าหมายในการพัฒนา “คน” ทุกวัยสู่การเป็นพลเมืองดิจิทัล ที่ตื่นรู้ มีทักษะเท่าทันสื่อ เท่าทันตนเอง มีความรับผิดชอบต่อสังคม ส่งเสริมให้ประชาชนเกิดความรู้ความเข้าใจด้านการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและดิจิทัล เกิดภูมิคุ้มกันต่อปัญหาข่าวลวง และพัฒนาให้คนไทยก้าวสู่ความเป็นพลเมืองดิจิทัล

ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 สสส.ใช้ศักยภาพในด้านการสื่อสารสร้างความเข้าใจต่อสังคม โดยร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข พัฒนาแนวทางการสื่อสารร่วมกันภายใต้ #ไทยรู้สู้โควิด เพื่อสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องในการปฏิบัติตัวและช่วยกันยกระดับสู้โควิด-19  โดยสามารถติดตามข้อมูลได้ที่…www.thaihealth.or.th/ไทยรู้สู้โควิด

ในช่วงเวลานี้ทำให้ เราเห็นภาพความสำคัญแห่ง “พลังการสื่อสาร” ชัดเจนมากขึ้น ว่าการสื่อสารนั้นสามารถส่งต่อสิ่งที่เป็นประโยชน์ รวมทั้งเป็นโทษได้มากเพียงใด ในฐานะพลเมืองไทยคนหนึ่ง เราต่างคาดหวังและต้องการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ชัดเจน โดยเฉพาะในยามวิกฤติเช่นนี้ ดังนั้น ในยุคที่ใครๆ ต่างก็เป็นสื่อได้ เราจึงควรร่วมมือกันทำหน้าที่เผยแพร่และส่งต่อข้อมูลที่ถูกต้อง มีประโยชน์  ไม่สร้างความเข้าใจผิด หรือความตื่นตระหนกให้กับสังคม ตรวจสอบข้อมูลทุกครั้งก่อนทำการแชร์หรือส่งต่อออกสู่สังคมภายนอก เพียงเท่านี้ก็ถือว่าเราได้เป็นส่วนเล็กๆในการช่วยให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ง่ายขึ้น

ประชาสัมพันธ์

เรื่องวัคซีนโควิด-19 หมอขอตอบ

เรื่องวัคซีนโควิด-19 หมอขอตอบ

ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 การฉีดวัคซีนนับเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญ และเป็นความหวังในการที่จะตั้งรับต่อสู้ กับการระบาดที่เกิดขึ้น ซึ่งตามแผนการฉีดวัคซีนของประเทศไทย จะเริ่มฉีดวัคซีนระยะที่ 2 ในกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป (ผู้ที่เกิดก่อน 2504)   และผู้ป่วย 7 กลุ่มโรค ประกอบด้วย 1.โรคทางเดินหายใจเรื้อรังรุนแรง 2.โรคหัวใจและหลอดเลือด 3.โรคหลอดเลือดสมอง 4.โรคไตเรื้อรัง 5.โรคมะเร็งทุกชนิด 6.โรคเบาหวาน และ7.โรคอ้วน โดยจะเริ่มฉีดวัคซีนในวันที่ 7 มิ.ย. – 31 ก.ค.64

คำถามเกี่ยวกับวัคซีนโควิด-19 ทั้งข่าวลือข่าวจริง สร้างความสับสนให้กับสังคม ซึ่งผู้ที่ให้คำตอบได้ชัดเจนและถูกต้องแน่นอน คงหนีไม่พ้นคุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีน และนับเป็นเรื่องที่น่ายินดี เมื่อเร็วๆ นี้มีการเสวนาส่งเสริมความรู้เรื่องวัคซีนโควิด-19 ให้กับเครือข่ายสถานีวิทยุคนไทยหัวใจฟู จัดโดยกลุ่มคนตัว D โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อเป็นกระบอกเสียงสุขภาวะ สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับการป้องกันโควิด-19 แก่ประชาชน

นายแพทย์นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ อธิบายปูพื้นฐานความรู้เรื่องวัคซีนว่า วัคซีนคือสิ่งที่จะมาช่วยให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคนั้นๆ และเราคุ้นเคยกับวัคซีนกันมาตั้งแต่เด็ก แม้กระทั่งเราเป็นพ่อเป็นแม่ เราก็พาลูกไปฉีดวัคซีน เพียงแต่ปกติเราไม่ได้รับรู้กระบวนการวิจัยพัฒนาวัคซีนมาก่อน หรือไม่รู้ที่มาที่ไปอย่างละเอียดเท่ากับวัคซีนโควิด-19 แต่ก็ถือเป็นโอกาสดีที่คนไทยจะได้เรียนรู้เรื่องของวัคซีน เพื่อให้มีความเข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น

นายแพทย์นคร กล่าวว่า ตัววัคซีนจุดประสงค์ก็เพื่อที่จะสร้างให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกัน ที่จำเพาะกับโรคนั้นๆ เช่นถ้าเป็นโรคโควิด-19 ก็ต้องมีภูมิคุ้มกันจำเพาะของโรคโควิด-19 ดังนั้นการที่จะทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันจำเพาะต่อโรคโควิด-19 ได้ ก็ต้องทำให้ร่างกายรู้จักกับเชื้อ ว่าหน้าตามันเป็นอย่างไร หรือรู้ส่วนสำคัญของเชื้อที่จะเข้าสู่ร่างกายคือส่วนไหน เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันไปจัดการกับเชื้อตัวนั้น

“ปกติเราจะใช้เวลา 5-10 ปี ในการวิจัยพัฒนาวัคซีนขึ้นมา แต่วัคซีนโควิด-19 กลับใช้เวลาแค่ประมาณ 8 เดือนเท่านั้น ก็มีวัคซีนตัวแรกออกมา ซึ่งถือว่ารวดเร็วมาก อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเร่งรัดการผลิตวัคซีนโควิดก็ห้ามข้ามขั้นตอน ต้องทำตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก” นายแพทย์นคร ระบุ

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีน ยกตัวอย่างเปรียบเทียบการฉีดวัคซีนกับการขับรถยนต์ว่า “เหมือนการคาดเข็มขัดนิรภัยตอนขับรถ ซึ่งทุกคนจะมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บรุนแรง และเสียชีวิตลดลงเหมือนกัน และถ้าในรถมีการป้องกันเสริมที่ดี เช่น มีถุงลมนิรภัย มีระบบเบรกที่ดี มีโครงสร้างของรถแข็งแรง ก็เหมือนเราสวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือ และเว้นระยะห่างนั่นเอง ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้ ทำให้โดยรวมแล้วเราจะปลอดภัย

แต่หากว่าปัจจัยที่ทำให้เสียชีวิตจากการขับรถ คือความเร็วและสิ่งที่ชนปะทะ ซึ่งถ้าขับมาเร็วแรง เมื่อชนอย่างแรง ก็มีโอกาสบาดเจ็บรุนแรง หรือเสียชีวิต ต่อให้มีอุปกรณ์ป้องกันดีขนาดไหน เช่นเดียวกับวัคซีน ถ้าฉีดแล้วแต่เราเข้าไปในสถานที่เสี่ยง มีเชื้อโควิดมาก อากาศไม่ถ่ายเท พบเชื้อได้บ่อย ขณะที่วัคซีนมีประสิทธิภาพเท่าเดิม แต่ถ้าเราเพิ่มความเสี่ยงตัวเองมากขึ้น ก็มีโอกาสที่จะป่วยโควิดได้เหมือนกัน”

ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ฝากข้อคิดทิ้งท้ายว่า

  1. แม้จะฉีดวัคซีนไปแล้ว ก็ยังต้องคงมาตรการต่างๆ อย่าเพิ่งรู้สึกว่าปลอดภัยแล้ว เราต้องไม่ประมาท ต้องเข้าใจว่าวัคซีนเป็นมาตรการเสริม ใช้ควบคู่กับมาตรการควบคุมโรคส่วนบุคคล
  2. ผู้ที่ฉีดวัคซีนไปแล้ว ยังสามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ เพราะต้องเข้าใจว่าวัคซีนที่เราฉีดตอนนี้ เน้นผลป้องกันการเจ็บป่วย แต่ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าป้องกันการติดโควิด ดังนั้นแม้จะฉีดวัคซีนแล้วแต่ถ้ามีเชื้ออยู่ในร่างกาย ก็สามารถแพร่เชื้อให้กับผู้อื่นได้
  3. จริงอยู่ว่าการฉีดวัคซีน เป็นความสมัครใจ แต่ถ้าเราอยากจะยุติการระบาดของโควิด ไปพร้อมๆ กัน เราต้องร่วมมือกันในการฉีดวัคซีน เช่นเดียวกับที่เราช่วยกันสวมหน้ากาก หมั่นล้างมือ และเว้นระยะห่างทางสังคม
  4. ถ้าทุกคนร่วมมือกัน ประเทศไทยจะถึงจุดที่ควบคุมได้ ไม่ต้องมาคอยกังวลกับการระบาดใหญ่ ผู้เสียชีวิตสูง โรงพยาบาลเต็ม เตียงไม่พอ ธุรกิจเปิดได้บ้างพอสมควร เศรษฐกิจหมุนเวียนไปได้บ้าง และกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงกับยามปกติ

ต้องยอมรับเวลานี้ว่าวัคซีนถือเป็นความหวัง ที่จะหยุดการแพร่ระบาดของโควิด อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญในการรับมือ คือการรักษาสุขภาพร่างกายและสุขภาพใจให้แข็งแรง สสส. ได้จัดทำ คู่มือวัคซีนสู้โควิด ฉบับประชาชน”

เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องวัคซีน ด้วยข้อมูลที่ถูกต้องทางการแพทย์ และมีความรู้ที่เพียงพอในการตัดสินใจเข้ารับการฉีดวัคซีน ดาวน์โหลดคู่มือ วัคซีนสู้โควิด (ฉบับประชาชน) ได้ที่ http://ssss.network/2uq08

ประชาสัมพันธ์

กิน ฟิต ติดบ้าน ต้านโควิด-19

กิน ฟิต ติดบ้าน ต้านโควิด-19

ในช่วงนี้ที่ไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด -19 หลายหน่วยงานอนุญาตให้พนักงานทำงานที่บ้าน เพื่อความปลอดภัยและหยุดการแพร่กระจายของโควิด-19 แต่ในขณะเดียวกันอาจส่งผลให้พฤติกรรมสุขภาพในการดำรงชีวิตประจำวันเปลี่ยนไป และอาจทำให้หลายคนเสี่ยงที่จะเป็นโรคกลุ่ม NCDs

กลุ่มโรค NCDs (Non-Communicable diseases) หรือ ชื่อภาษาไทยเรียกว่า กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เป็นผลจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน ผู้ที่มีโรคประจำตัวในกลุ่มโรค NCDs  หากติดเชื้อ COVID-19 จะทำให้มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนและอาการรุนแรงมากกว่าปกติ

ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์ ประธานเครือข่ายคนไทยไร้พุง และนายกสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย กล่าวว่า คนที่เสียชีวิตจากโควิด-19 ส่วนใหญ่คือคนที่มีโรคประจำตัวในกลุ่มโรค NCDs หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ซึ่งได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจ อัมพาต ไตเรื้อรัง และปอดเรื้อรัง ดังนั้น ผู้สูงอายุและผู้ที่มีกลุ่มโรค NCDs เป็นกลุ่มที่เสี่ยงมาก

“เราทุกคนเป็นคนปกติ แต่เมื่ออยู่ไปอยู่มาเราจะเสี่ยงได้ เพราะพฤติกรรม เมื่อเสี่ยงสักพักก็จะเป็นโรค และเมื่อเกิดโรค NCDs แล้ว จะมีโรคแทรกซ้อนตามมาเสมอ แล้วเมื่อมีโรคแทรกซ้อนมากๆในระยะสุดท้าย เราจะต้องมีคนมาช่วยดูแล แต่ NCDs สามารถป้องกันได้ เพราะถ้าเรายังปกติ เราควรจะป้องกันไม่ให้เราเป็นคนเสี่ยง ถ้ามีความเสี่ยงแล้วเราก็ต้องป้องกันไม่ให้เกิดโรคนั่นเอง”  ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี กล่าว

นอกจากนี้ อายุที่มากขึ้นและพันธุกรรม เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค NCDs เหมือนกัน แต่เราแก้ส่วนนี้ไม่ได้ ดังนั้น สิ่งที่เราสามารถทำได้ คือ การปรับวิถีชีวิตประจำวัน    ซึ่งเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเราเอง ได้แก่

1.อาหาร – กินปริมาณพอเหมาะ อ่อนหวาน มัน เค็ม มีผัก ผลไม้ทุกมื้อ เลือกบริโภคข้าวหรือแป้งขัดสีน้อย มีธัญพืชและถั่วทุกวัน รวมทั้งหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มผสมน้ำตาลและแอลกอฮอล์

2.กิจกรรมทางกาย – ออกกำลังกายหนัก ปานกลาง ครั้งละอย่างน้อย 30 นาที 5 วัน/สัปดาห์ เสริมด้วยการฝึกแรงต้านและยืดเหยียดกล้ามเนื้อก่อนและหลังออกกำลังกาย และเคลื่อนไหวร่างกาย 5-10 นาที ทุก 1-2 ชม.

3.การนอนหลับ – เข้านอนเป็นเวลา ประมาณ 22.00 น. และนอนวันละไม่น้อยกว่า 7 ชั่วโมง

4.ภาวะทางจิตใจและสังคม – ฝึกสมาธิ หาวิธีผ่อนคลายกับครอบครัว เพื่อนฝูง หรือคนสนิท

5.ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

6.ไม่สูบบุหรี่ ไม่อยู่ในที่ที่ไม่มีควันบุหรี่เป็นเวลานาน และคนในบ้านต้องไม่สูบบุหรี่ เพื่อป้องกันภัยจากควันบุหรี่มือสาม

เมื่อต้องใช้เวลาอยู่ที่บ้านมากขึ้น  เราจะกินอาหารและออกกำลังกายอย่างไร  หลายคนเริ่มเห็นความสำคัญในส่วนนี้  เพราะยุคนี้เรื่องสุขภาพเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งนัก จากไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ก็เริ่มหาแรงบันดาลใจและวิธีการที่สามารถทำได้ง่ายๆ ที่บ้าน จากเลือกกินอาหารที่ถูกปาก กลับต้องมานั่งคิดทบทวนว่าอาหารที่กินไปแต่ละมื้อ มีประโยชน์ต่อร่างกายมากน้อยแค่ไหน

ดร.สง่า ดามาพงษ์ ที่ปรึกษาเครือข่ายคนไทยไร้พุง และผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. แนะนำว่า การมีภูมิร่างกายที่ดี คือการมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ การสร้างภูมิต้านทานทำให้เราติดโควิดได้ยากขึ้น หรือเมื่อติดแล้วจะมีโอกาสรุนแรงและเสียชีวิตได้น้อยลง ดังนั้น อาหารและโภชนาการจะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ในระดับหนึ่ง  โดยสามารถปฏิบัติได้ง่ายๆ ดังนี้

1.เน้นกินอาหารไทยครบ 5 หมู่ ที่มีพริก ขิง กระชาย

2.พยายามหาโอกาสทำอาหารกินเองที่บ้าน

3.ถ้าจะสั่งอาหารนอกบ้านต้องให้ครบ 5 หมู่

4.สร้างสิ่งแวดล้อมในบ้านให้คนเข้าถึงอาหารว่างที่ดี เช่น  การปฏิวัติตู้เย็น และมีผลไม้พร้อมกินอยู่ในบ้าน

ด้าน ผศ.นพ.สมเกียรติ แสงวัฒนาโรจน์ กรรมการเครือข่ายคนไทยไร้พุง แนะนำว่า พฤติกรรม นั่งนอนมาก นั่นคือ กิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ ไม่ฟิต ติดเตียง หรือฟิตแต่ไม่สม่ำเสมอ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้สัมพันธ์กับการเพิ่มการนอนไอซียู และการเสียชีวิตจากโควิด-19 ดังนั้น ผศ.นพ.สมเกียรติ จึงเน้นย้ำว้า “ลดนั่ง เพิ่มยืนเดิน ไม่เพลินนั่งนอนกิน” สิ่งเหล่านี้จะเป็นพฤติกรรมสุขภาพที่จะช่วยสร้างภูมิต้านทานได้ด้วยตัวเราเอง

สิ่งที่ทุกคนต้องปฏิบัติในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 คือ สวมหน้ากาก ล้างมือบ่อย ๆ เว้นระยะห่างทางสังคม ไม่ปกปิดข้อมูล เพราะรางวัลที่ดีที่สุด คือสุขภาพดีขึ้นและห่างไกลโควิด -19 สสส. ร่วมกับเครือข่ายคนไทยไร้พุง และสมาคมโรคเบาหวานฯ ชวนคนไทย “ฟิตติดบ้านต้านโควิด-19”  ขอเชิญชวนทุกท่าน ร่วมกิจกรรมออนไลน์จัดต่อเนื่องรายสัปดาห์ ในช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2564 ได้แก่ ตัวเลขเบรกโรค,  ฟิตติดบ้าน, กินที่บ้านต้านโรค เป็นกิจกรรมที่ออกแนวสาระบันเทิงที่นำสู่การเรียนรู้สุขภาพ วิธีกิน วิธีอยู่ ที่ทำให้ร่างกายแข็งแรง ไม่เบื่อหน่ายกับการอยู่บ้าน

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง Facebook เครือข่ายคนไทยไร้พุง และสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย

ประชาสัมพันธ์

ชวนเดินไชน่าทาวน์ ผ่าน walk.in.th

เรื่องโดย เทียนทิพย์  เดียวกี่ Team Content www.thaihealth.or.th

ข้อมูลบางส่วนจาก วารสารย่านจีนถิ่นบางกอก ฉบับที่ 1 มกราคม 2562

ภาพโดย ปารมี ขันธ์แก้ว  Team Content  www.thaihealth.or.th และ สสส

ชวนเดินไชน่าทาวน์ ผ่าน walk.in.th thaihealth

ในวันหยุดสุดสัปดาห์หรือวันว่างของใครหลายๆ คนในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร เชื่อแน่ว่าหลายคนนึกถึงพื้นที่ที่สามารถถ่ายรูปเช็คอินสวยๆ ใช้ชีวิตท่องเที่ยวอย่างไม่เร่งรีบ แน่นอนว่ามีหลายพื้นที่  หากแต่พื้นที่ที่รองรับการเดินท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมไทย-จีน อย่าง ‘ตลาดน้อย’ กลายเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกในใจของใครหลายๆ คน

ไชน่าทาวน์ หรือที่หลายคนเรียกกันว่า ตลาดน้อย คือหนึ่งในย่านเก่าแก่ของกรุงเทพมหานคร ที่มีสถานที่สำคัญ เช่น ศาสนสถาน ร้านค้า ร้านอาหารเก่าแก่จำนวนมาก ตั้งอยู่ในตรอกซอยภายในชุมชนที่รถยนต์เข้าไม่ถึง ดังนั้นหากต้องการเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว จะต้องอาศัยการเดินเท่านั้น ซึ่งนับเป็นเสน่ห์ของพื้นที่แห่งนี้

โครงการย่านจีนถิ่นบางกอก ได้ทำการเก็บข้อมูลเส้นทางสัญจรในเขตสัมพันธวงศ์ และสัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของโครงการ พบว่ามีปัจจัยที่ส่งผลให้คนไม่อยากเดินในย่านไชน่าทาวน์ มีดังนี้

1.ความไม่สะดวกสบายในการเดิน

2.มีเป้าหมายชัดเจนเพื่อทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น

3.ไม่รู้จักเรื่องราวของพื้นที่

4.ไม่รู้จักเส้นทาง

จากปัจจัยข้างต้นจึงเป็นส่วนหนึ่งของที่มาในการจัดทำ เว็บแอป walk.in.th  ที่สามารถบอกทิศทางและบอกเล่าเรื่องราวของสถานที่สำคัญในมิติของความเป็นท้องถิ่น โดยเมื่อปลายปี 2563 สสส.-กลุ่มปั้นเมือง เปิดตัวเว็บแอปพลิเคชัน Walk.in.th “เดินไชน่าทาวน์” ส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยว ชวนสำรวจ 10 เส้นทางน่าเดิน ย่านเมืองเก่า เรียนรู้มรดกทางวัฒนธรรมประวัติศาสตร์ไทย-จีน พัฒนาพื้นที่สาธารณะที่เอื้อสุขภาวะที่ดี

ชวนเดินไชน่าทาวน์ ผ่าน walk.in.th thaihealth

นางมัทนา ถนอมพันธุ์ หอมลออ กรรมการบริหารแผนคณะที่ 5 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า เป็นความภาคภูมิใจที่พื้นที่สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง แม้ในยามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 พื้นที่นี้ยังยืนหยัดและรับมือได้  พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส

“ สสส. ส่งเสริมกิจกรรมทางกาย  และมีโอกาสได้ทำงานร่วมกับพื้นที่ที่สร้างสรรค์ และใช้กิจกรรมการเดินผ่านพื้นที่แห่งวัฒนธรรมแห่งนี้ รวมทั้งได้เรียนรู้วิถีชีวิตและประวัติศาสตร์อีกด้วย โดยการเปิดเว็บแอป walk.in.th เพื่อช่วยในการเดินท่องเที่ยวในย่านนี้ แสดงออกถึงความพร้อมของชุมชนในการรับมือความเปลี่ยนแปลง ทุกคนจะได้เรียนรู้และแบ่งปันสุขภาวะด้วยการเดิน” นางมัทนา กล่าว

ชวนเดินไชน่าทาวน์ ผ่าน walk.in.th thaihealth

นายจุฤทธิ์ กังวานภูมิ ผู้รับผิดชอบโครงการย่านน่าเดินเขตสัมพันธวงศ์ กล่าวถึงที่มาของเว็บแอป walk.in.th ว่าว่า  สสส.ก็มียุทธศาสตร์ในการเพิ่มกิจกรรมทางกายให้กับคนทุกกลุ่มวัย มองว่าเรื่องการเดินเป็นตัวที่ตอบได้อย่าง ตรงไปตรงมา เว็บแอปนี้มาจากโจทย์ที่ว่า เราคุยกับชุมชนในเขตว่า ถ้าสมมุติว่าเพื่อนมา อยากแนะนำที่ท่องเที่ยวและเส้นทางใดที่ปลอดภัย นำมาสู่ 10 เส้นทางน่าเดินที่มีความเป็นเจ้าของพื้นที่ร่วมกันอยู่ อย่างน้อยคนยุคใหม่ได้เห็นศักยภาพของพื้นที่และยังอยากอยู่ต่อ เรามีต้นทุนที่เราไม่ต้องไปสร้างใหม่ ใช้จากต้นทุนเดิมที่มีอยู่แล้ว มาทำประโยชน์ให้มากขึ้น ซึ่ง 10 เส้นทาง สามารถเลือกได้จากเว็บแอป ทำให้การเดินมีความสนุกมากยิ่งขึ้น

ชวนเดินไชน่าทาวน์ ผ่าน walk.in.th thaihealth

ทำไมต้องเดินในไชน่าทาวน์

1.เป็นศูนย์รวมมรดกวัฒนธรรมไทย-จีน และอีกหลากหลายเชื้อชาติ แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนแปลงไป แต่แก่นของวัฒนธรรมยังคงเดิม

2.กระแสการท่องเที่ยวของไชน่าทาวน์ดีขึ้นมาก ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นย่านการค้าปลีก-ส่ง และโด่งดังเรื่องอาหารการกินตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน

3.การคมนาคมง่ายและสะดวกสบาย ทั้งท่าเรือเจ้าพระยา และรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน

4.เปิดโอกาสให้ศิลปินและคนรุ่นใหม่ สามารถเข้ามาสร้างกิจกรรมใหม่ๆ ในพื้นที่ ทั้งการสร้างสรรค์งานศิลปะไปจนถึงการเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้

ชวนเดินไชน่าทาวน์ ผ่าน walk.in.th thaihealth

เพราะสุขภาวะเป็นเป้าหมายสำคัญที่สนับสนุนให้เกิดชุมชนแห่งวัฒนธรรม นับว่าการเดินเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดที่ช่วยให้สุขภาพดี ประหยัดค่าใช้จ่าย ในขณะเดียวกันก็ทำให้มีเวลาในการปฏิสัมพันธ์มากขึ้น ช่วยอนุรักษ์ฟื้นฟูพื้นที่ รวมทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี

วันหยุดสุดสัปดาห์นี้หากท่านยังไม่รู้จะไปที่ไหน เตรียมชาร์ตแบตมือถือให้เต็มที่ สสส.ชวนเดินไชน่าทาวน์ ผ่าน www.walk.in.th เพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมและสร้างสุขภาวะที่ดีผ่านการเดินไปด้วยกัน

มากกว่านวัตกรรม คือการสร้างนวัตกร
ประชาสัมพันธ์

มากกว่านวัตกรรม คือการสร้างนวัตกร

เรื่องโดย ฐิติพร โยทาพันธ์ Team Content www.thaihealth.or.th

ข้อมูลบางส่วนจาก  การนำเสนอผลงานรอบตัดสิน และพิธีประกาศผลและมอบรางวัล การประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ “ThaiHealth Inno Awards” ครั้งที่ 3

ภาพโดย ชยวี ลิ้มถาวรรักษ์ Team Content www.thaihealth.or.th  และแฟ้มภาพ

มากกว่านวัตกรรม คือการสร้างนวัตกร

เพราะโลกจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่อทั่วโลกต้องเผชิญเภาวะวิกฤตโควิด-19 ด้วยเหตุนี้จึงเป็นผลให้การดูแลรักษาสุขภาพเป็นที่น่าสนใจมากขึ้น

ภารกิจป้องกัน ก่อนรักษา เป็นสิ่งที่ สสส. มุ่งมั่น ตั้งใจ ที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดขึ้นในสังคมไทยมาโดยตลอด เพื่อให้คนไทยทุกคนมีสุขภาวะทางกายและใจที่ดี และนี่จึงเป็นที่มาของโครงการการประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ “ThaiHealth Inno Awards” ซึ่งปี้นี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 3 แล้ว โดยมีเป้าหมายสำคัญที่ว่า “สร้าง นำ ซ่อม เพื่อตอบโจทย์แนวคิด ชีวิตดีเริ่มที่เรา”

โดยโครงการการประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ “ThaiHealth Inno Awards” ครั้งที่ 3 นี้ สสส. เปิดโอกาสให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ทั้งระดับมัธยมศึกษา และอาชีวศึกษา ส่งผลงานนวัตกรรมลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพเข้าร่วมประกวด ตามแนวคิด “ชีวิตดี เริ่มที่เรา” ส่งเสริมให้กลุ่มเป้าหมายมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน หรือช่วยลดพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ในหัวข้อ ลด ละ เลิก การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่, ลดอุบัติเหตุทางถนน, เพิ่มการบริโภคผักผลไม้และอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ, เพิ่มกิจกรรมทางกายหรือลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง, การสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ เช่น การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น และนวัตกรรมที่ช่วยสนับสนุนชีวิตวิถีใหม่ (New Normal)

หัวใจสำคัญของการประกวดนั้นไม่เพียงแต่สร้างนวัตกรรมเท่านั้น แต่เป็นการสร้างนวัตกรที่มีคุณภาพออกสู่สังคมอีกด้วย คำกล่าวของ ดร.ณัฐพันธ์ ศุภกา รักษาการผู้อำนวยการสำนักวิชาการและนวัตกรรม สสส.

มากกว่านวัตกรรม คือการสร้างนวัตกร thaihealth

“มากกว่าการประกวด คือ การสร้างสรรค์นวัตกรคุณภาพ บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์คุณภาพออกสู่สังคม การแก้ไขปัญหาสุขภาพเป็นเรื่องที่ทำมายาวนาน เมื่อมีปัญหาสุขภาพใหม่ๆ เกิดขึ้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีนวัตกรรมเข้ามาช่วยหนุนเสริม โจทย์ของปีนี้มีความพิเศษ คือ ทุกผลงานที่เข้ารอบ สสส. พยายามที่จะผลักดันและขยายผลงานให้มากที่สุด ทั้งการส่งเสริมให้นำไปต่อยอดเอง และหยิบไอเดียไปพัฒนาต่อเป็นโมเดลการแก้ปัญหาสุขภาพในด้านต่าง ๆ ต่อไป

ความตั้งใจของ สสส. ไม่อยากให้ทุกผลงานนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพหยุดแค่การประกวดในเวทีนี้ และอยากให้นำไปต่อยอด พัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมมากที่สุด เพราะ สสส. เราเชื่อมั่นในพลังคนรุ่นใหม่ ที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ใช้นวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสุขภาพ” ดร.ณัฐพันธ์ กล่าว

มากกว่านวัตกรรม คือการสร้างนวัตกร thaihealth

ไม่เพียงแต่การสร้างผลงานนวัตกรรมจากไอเดียของคนรุ่นใหม่เท่านั้น แต่การประกวดโครงการ ThaiHealth Inno Awards ครั้งนี้ได้ให้อะไรมากกว่าการประกวดเพื่อชิงรางวัล มาฟังความรู้สึกของน้อง ๆ ทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศทั้ง 2 ระดับกัน เริ่มจาก นางสาวภัทรสิรี ศิริเธียรวานิชกุล มัธยมศึกษาปีที่ 5 จากทีม 16 ยังแจ๋ว โรงเรียนชลกันยานุกูล  จ.ชลบุรี “รางวัลชนะเลิศระดับมัธยมศึกษา” เจ้าของผลงาน Real Time Exercise Game by Instagram Filter ที่ใช้ฟิวเตอร์จาก Instargram ชวนทุกคนมาขยับร่างกาย เพิ่มกิจกรรมทางกายให้มากขึ้น กล่าวว่า “การประกวดครั้งนี้เป็นการประกวดครั้งแรกของทีมเรา ขอบคุณประสบการณ์ที่ได้รับจาก สสส. ซึ่งเป็นความรู้นอกห้องเรียนที่มีค่า ทั้งกระบวนการความคิด กระบวนการทำงาน ทำให้รู้ว่าสิ่งที่เราทำ เราทำเพื่อใคร เกิดประโยชน์กับใคร และสามารถนำไปใช้ได้จริง” นางสาวภัทรสิรีกล่าว

มากกว่านวัตกรรม คือการสร้างนวัตกร thaihealth

“รางวัลชนะเลิศระดับอาชีวศึกษา” เจ้าของผลงาน FIFO light นวัตกรรมระบบ AR เซ็นเซอร์ช่วยลดอุบัติเหตุแก้ปัญหาจากการใช้ถนนที่มีช่องจราจรเดียวในซอยแคบ ทีม R-lu-mi-right วิทยาลัยอาชีวศึกษาบริหารธุรกิจวิทยาสงขลา  จ.สงขลา นายธนดล ศรีเพชร ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 กล่าวว่า “ขอขอบคุณ สสส. ที่ทำให้รู้ Mind Set ของการเป็นนวัตกรที่มีคุณภาพ มีแรงบันดาลใจอยากช่วยเหลือสังคมให้มีความปลอดภัยทางถนนมากขึ้น ผ่านนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพของเรา จะพัฒนาต่อยอดต่อไป และขอขอบคุณที่ให้โอกาสดี ๆ กับพวกเราในครั้งนี้” นายธนดล กล่าว

มากกว่านวัตกรรม คือการสร้างนวัตกร thaihealth

มากกว่าการสร้างนวัตกรรม คือการสร้างสรรค์ “นวัตกรคุณภาพ” ออกสู่สังคม เพื่อสร้างสังคมแห่งสุขภาวะ สสส. มุ่งมั่น ตั้งใจ ที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้คนไทยทุกคนมีสุขภาวะที่ดีครบทั้ง 4 ด้าน กาย จิต ปัญญา สังคมลดหวาน มัน เค็ม ดีต่อใจ ห่างไกล NCDs “พี่คะขอรสชาติจัดจ้าน แซ่บ ๆ เลยนะคะ”
“พี่ครับขอเพิ่มหวานอีกนิดนะครับ”
“ของทอดนี่มันอร่อยจริงๆ นะ กร๊อบ กรอบ ยิ่งถ้าได้น้ำจิ้มแซ่บ ๆ นะ คือ ดีมากกก”
พฤติกรรมการนิยมบริโภคอาหารรสชาติจัดจ้าน ถึงใจ แต่มากไปด้วยปริมาณของโซเดียม ขณะที่การทานอาหารที่มีรสชาติเข้มข้นเกินไป แต่เมื่อบริโภคเกินที่ร่างกายต้องการ ย่อมส่งผลเสียตามมา ดังประโยคที่ว่า “อร่อยปาก ลำบากร่างกาย Covid-19 ที่ว่าร้าย ยังต้องพ่ายให้กับโรค NCDs” รู้หรือไม่คนไทยเสียชีวิตด้วยโรค NCDs เฉลี่ยวันละไม่ต่ำกว่า 1,000 คน ไม่เพียงเท่านั้นในแต่ละปีรัฐต้องสูญเสียงบประมาณค่ารักษาพยาบาลปีละกว่าหลายล้านบาท

Contact Us

กองบัญชาการกองทัพบกถนนราชดำเนินนอก แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200

Tel: 0-2241-0404 Fax: 0-2280-2363

notice@rta.mi.th


11861718316439118617183164391186171831643911861718316439118617183164391186171831643911861718316439

Where are we?

Maps

Total Visitors

0939809