Category: Hot-News

Hot-News

>>>>

พระราชหฤทัยเพื่อรับมือสถานการณ์โควิด-19

ความห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ต้องการช่วยเหลือประชาชนในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด – 19) และสายพระเนตรที่กว้างไกลที่คาดการณ์ว่า การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด – 19) จะอยู่ในประเทศไทยไปอีกช่วงระยะเวลาหนึ่ง จึงได้พระราชทานทรัพย์  อุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ให้แก่โรงพยาบาลหลายแห่งทั่วประเทศ และถุงยังชีพพระราชทนแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด อาทิ

  • พระราชทานทรัพย์

– จำนวน  ๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐.- บาท สมทบทุนสร้างอาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา โรงพยาบาลศิริราช

– จำนวน  ๒,๔๐๗,๑๔๔,๔๘๗.๕๙ บาท ให้แก่โรงพยาบาล วิทยาลัยแพทย์ และสถานพยาบาล ๒๗ แห่ง เพื่อจัดซื้อเครื่องมือ ครุภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์

– จำนวน ๓๔๕,๐๐๐,๐๐๐.- บาท ให้แก่เรือนจำ ทัณฑสถาน และโรงพยาบาลแม่ข่ายของเรือนจำ ๔๔ แห่ง เพื่อจัดซื้อเครื่องมือและครุภัณฑ์ทางการแพทย์

  • พระราชทานโรงพยาบาล

– สนับสนุนโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช  ๒๑ แห่ง เพื่อให้บริการแก่ประชาชนในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศ และทหารที่บาดเจ็บจากการต่อสู้ป้องกันประเทศ

– ห้องตรวจหาเชื้อ ให้แก่โรงพยาบาล ๒๐ แห่ง

– อุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ตามโครงการเครื่องช่วยหายใจและเครื่องมือ แพทย์พระราชทานให้กับ ๗๖  จังหวัดและกรุงเทพมหานคร  รวม ๗๗ แห่ง  ๑๒๓ โรงพยาบาล เพื่อรับมือสถานการณ์โรค Covid – 19

ประกอบด้วยเครื่องช่วยหายใจ   ๒๐๐ เครื่อง

เครื่องติดตามการทำงานของหัวใจและสัญญานชีพ.  (ICU Monitor) ๒๘ ชุด

เครื่องเอกซเรย์ดิจิตอล ๑ เครื่อง

เครื่องกำจัดเชื้อโรคและฟอกอากาศบริสุทธิ์ ๒๐ เครื่อง

เครื่องช่วยกดหน้าอกเพื่อฟื้นคืนชีพ ๕ เครื่อง

เครื่องมือช่วยใส่ท่อช่วยหายใจ ๕ ชุด

กล้องส่องทางเดินหลอดลมแบบเคลื่อนที่  ๑ ชุด

โคมไฟผ่าตัดใหญ่โคมคู่ ๑ ชุด

เครื่องสกัดสารพันธุกรรมอัตโนมัติ ๒ เครื่อง

ชุดกันไวรัส PAPR ๔  ชุด

เครื่องวัดออกฃิเจนปลายนิ้ว ๕๐  เครื่อง

หน้ากากอนามัย ๒,๐๐๐,๐๐๐ ชิ้น

Face Shield   ๕๐,๐๐๐  ชิ้น

ชุด PPE  ๗๐๐,๐๐๐ ชุด

  • พระราชทานรถ ประกอบด้วย รถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัย  ๒๐ คัน รถพยาบาลกู้ชีพฉุกเฉิน  ๘ คัน และรถเอกซเรย์ระบบดิจิทัลเคลื่อนที่ ๒ คันเป็นรถคันแรกในประเทศไทย ที่มีระบบ AI Technology (ปัญญาประดิษฐ์) ได้ถูกออกแบบให้มีความปลอดภัยตามมาตรฐานระดับสากล และรถวิเคราะห์ผลด่วนพิเศษ  ๕ คัน
  • พระราชทานถุงยังชีพพระราชทาน ให้กับประชาชน ๗๖ จังหวัด และกรุงเทพมหานคร

ด้วยความห่วงใยและน้ำพระราชหฤทัยนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระเมตตาต่อปวงชนชาวไทย เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยบรรเทาทุกข์ยาก เป็นที่พึงพิง เป็นน้ำที่หล่อเลี้ยงหัวใจ และเป็นขวัญกำลังใจให้กับประชาชน เพื่อร่วมกันฝ่าฟันปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ให้ก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน และสิ่งที่สำคัญยิ่งของประเทศไทยนั้นคือ การเพิ่มประสิทธิภาพด้านการแพทย์ การสาธารณสุขไทย ที่ทุกคนเข้าถึงได้ทั่วประเทศไทย

ไม่เพียงแต่ประเทศไทย จะมีสวัสดิการแห่งรัฐที่ดูแลประชาชนในช่วงวิกฤตเช่นนี้ แต่ประเทศไทยยังโชคดีที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ที่คอยสนับสนุน ดูแล ช่วยเหลือ บำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้กับปวงประชา

 

#ทรงพระเจริญ

#พระผู้ปิดทองหลังพระ

#สืบสานรักษาต่อยอด

Hot-News, บทความทางทหาร

EP.2 การควบคุมและสั่งการโดรน

thin

โดรน (Drone)

ตอนที่ 2 การควบคุมและสั่งการโดรน

บทนำ

ปัจจุบันภัยคุกคามรูปแบบต่าง ๆ (Non-Traditional Threats) อาทิ การก่อการร้ายสากล อาชญากรรมข้ามชาติ การก่อความไม่สงบในพื้นที่ต่าง ๆ มีแนวโน้มทวีความรุนแรงและเกิดสถานการณ์สูงกว่าภัยคุกคามแบบดั้งเดิม เทคโนโลยีด้านอากาศยานไร้คนขับ หรือ “UAV” จึงถูกนำมาใช้ในภารกิจด้านความมั่นคงทางการทหาร เพื่อเพิ่มกำลังการจู่โจมเป้าหมายพร้อมด้วยการควบคุมอาวุธนำวิถี ซึ่งถือว่าเป็นการปฏิวัติยุทธศาสตร์การรบด้วยเทคโนโลยีไซเบอร์แทนกองกำลังภาคพื้นดิน ทำให้กองกำลังสามารถค้นหาที่ซ่อนตัวของศัตรูและปฏิบัติการโจมตีได้ทันทีและหนึ่งในปัจจัยสำคัญของความสำเร็จ คือ “ระบบควบคุมการบินภาคพื้นดิน” พร้อมด้วยอุปกรณ์สนับสนุนอื่น ๆ อาทิ กล้องถ่ายทอดสดบันทึกภาพการบิน อีกทั้งมีเลเซอร์ในการกวาดหาเป้าหมายที่สามารถระบุพิกัด จากนั้นระบบขีปนาวุธนำวิถีก็จะพุ่งตรงไปยังเป้าหมาย โดยศูนย์ควบคุมการบินจะทำหน้าที่สังเกตการณ์ เฝ้าระวัง และสั่งการจากภาคพื้นดิน กระบวนการควบคุมโดรนจะใช้วิธีเลือกตำแหน่งที่ต้องการผ่านคอมพิวเตอร์ประมวลผลภาพหรือวีดิโอ ที่ถูกบันทึกได้จะถูกส่งสัญญาณไปยังศูนย์ควบคุมฯ และผู้บังคับบัญชาในสนามรบทันทีรวมทั้งสามารถประเมินความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่กำลังพลในการปฏิบัติภารกิจ

อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังของเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับแบบติดอาวุธมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาแล้วกว่า 100 ปี ซึ่งปัจจุบันการพัฒนาโดรนจำเป็นต้องบูรณาการปฏิบัติภารกิจร่วมกับอากาศยานปกติ กองทัพอากาศ ดาวเทียม และอากาศยานไร้คนขับจากหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชน บทความตอนที่ 2 นี้ มีเนื้อหาอธิบายรายละเอียดต่าง ๆ ของโดรน ทั้งประเภท ส่วนประกอบ อุปกรณ์ และหลักการทำงานของโดรนโดยภาพรวม อีกทั้ง นำเสนอแนวโน้มของเทคโนโลยีของโดรนในอนาคต

ประเภทของโดรน

โดรนถูกออกแบบและพัฒนามาเพื่อกิจกรรมประเภทใดประเภทหนึ่งซึ่งสามารถแบ่งประเภทตามรูปแบบการใช้งานได้ดังนี้

Northrop Grumman RQ 8 Fire Scout by US Navy

มีแบบแผนจาก UAV แบบ Schweizer Aircraft 330

โดรนปีกหมุนเดี่ยว

(Single-Rotor Drone)

ทำงานโดยใช้ใบพัดหลักหรือใบพัดประธานคล้ายเฮลิคอปเตอร์ สำหรับใช้ในการเคลื่อนที่และมีใบพัดหางขนาดเล็กอยู่บนส่วนของหาง เพื่อควบคุมทิศทางการบิน

PC-1: Vertical take-off and landing (VTOL)

with the Armed Forces of Ukraine

โดรนปีกหมุนหลายใบพัด

(Multi-Rotor Drone)

ทำงานตั้งแต่ 3, 4, 6 และ 8 ใบพัดหลัก เคลื่อนที่ขึ้น-ลง

ในแนวดิ่ง เป็นโดรนที่พบเห็นบ่อยมากที่สุด เคลื่อนตัวได้รวดเร็วและคล่องแคล่ว ไม่จำเป็นต้องใช้ลานบิน แต่มีข้อเสีย คือ ขีดความเร็วของการบินน้อยกว่าโดรนประเภท

อื่น ๆ

SkyGuardian UAS (unmanned aerial system)

UK Royal Air Force’s Protector program.

โดรนปีกติดลำตัว

(Fixed-Wing Drone)

มีลักษณะการทำงานคล้ายกับเครื่องบิน ทำให้ต้องอาศัยพื้นที่โล่งกว้างในการขึ้นและลงจอด เหมาะกับการใช้งานเพื่อสำรวจ ลาดตระเวนในพื้นที่กว้างใหญ่ บินด้วยความเร็วสูง ทนต่อแรงลม จึงนิยมนำมาใช้ทางการทหาร เนื่องจากสามารถบรรทุกของหนัก อย่างเช่นอาวุธยุทโธปกรณ์ได้ในระยะไกลและใช้พลังงานน้อย

The rotary X-Engine (a Small Business Innovation Research: SBIR, grant from the US Army)

โดรนปีกติดลำตัวขึ้นลงแนวดิ่ง

(Fixed-Wing Hybrid Drone)

สามารถบินได้เร็วกว่า ไกลกว่า และมีประสิทธิภาพมากกว่าแบบปีกตรึง (Fixed-Wing Drone) เนื่องจากไม่จำเป็นต้องใช้รันเวย์แต่โดรนประเภทนี้มีอยู่น้อยในตลาดโลก

BQM-177A, US Navy’s next-generation

Sub-Sonic Aerial Target (SSAT).

โดรนเป้าฝึกยิงอาวุธ

(Target and Decoy Drone)

ใช้เป็นเป้าฝึกให้กับกำลังพลหน่วยต่อสู้อากาศยาน

และตรวจจับเป้าหมายที่อยู่เหนือผิวน้ำ ได้แก่ เรือขนาดเล็ก เรือขนาดใหญ่ อากาศยาน และอาวุธปล่อยนำวิถี โดยเฉพาะการบินโคจรเลียดผิวน้ำ (Sea skimming) เป็นเทคนิคของอาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ เครื่องบินขับไล่ และเครื่องบินโจมตี เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจจับจาก Radar และ Infrared และลดความเป็นไปได้ที่จะถูกยิงตกระหว่างเข้าหาเป้าหมาย

DJI phantom 4 GPS Drone

โดรนติดตั้งระบบนำวิถี

(GPS Drone)

ติดตั้งระบบ GPS เอาไว้ สำหรับใช้ประโยชน์กับสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น การตั้งพิกัดเพื่อบินอัตโนมัติ สำหรับโดรนการเกษตร การวัดระยะทาง วัดพื้นที่ หรือเวลาที่โดรนถูกพัดหายไปก็สามารถตามหาจากพิกัด

GPSโดยใช้สัญญาณของดาวเทียมได้ เป็นต้น

DJI Mavic 2 Zoom

โดรนสำหรับถ่ายภาพ

(Photography Drone)

ติดตั้งกล้อง HD ความละเอียดสูง สามารถถ่ายภาพ/

ถ่ายวิดีโอจากระยะไกลได้อย่างคมชัด บางรุ่นอาจมี Gimbal แกนกันสั่นเพื่อให้ได้ภาพที่นิ่งมากขึ้นด้วย

ตัวรีโมทมีปุ่มสำหรับควบคุมกล้องและสั่งงานถ่ายภาพได้ พร้อมจอแสดงภาพในกล้องแบบเรียลไทม์ หรืออาจใช้การเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน/แท็บเล็ต ผ่าน Wi-Fi แทนก็ได้เช่นกัน

Slaughterbots ผลงานของ Future of Life Institute

(ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Elon Musk และ Stephen Hawking)

โดรนขนาดเล็ก

(Trick Drone)

มีขนาดเล็กสำหรับใช้ฝึกบินและทำทริคง่าย ๆ เช่น ตีลังกา หมุนคว้างในอากาศ เป็นต้น ส่วนมากมีความกว้างไม่เกิน 5 เซนติเมตร น้ำหนักเบา เพียงไม่กี่กรัมเท่านั้น

บินง่าย เล่นง่าย เหมาะกับมือใหม่ใช้ฝึกบิน รวมถึงสามารถติดตั้งกล้องขนาดเล็กไว้ได้ แต่ไม่เหมาะจะใช้ในการถ่ายภาพโดยเฉพาะ นอกจากนี้

ยังสามารถติดตั้งเทคโนโลยี AI อย่างระบบจดจำใบหน้า (Face Recognition) มีเซนเซอร์หลบหลีกการโจมตีได้เอง (Tactical sensor) เพื่อใช้เป็นอาวุธสังหารได้อีกด้วย 

Eachine Wizard TS215

โดรนสำหรับแข่ง

(Racing Drone)

ออกแบบให้ใช้เพื่อการแข่งขัน ถูกปรับแต่งให้สามารถเคลื่อนที่เปลี่ยนทิศทางได้อย่างรวดเร็ว ใช้สัญญาณควบคุมหลายคลื่นความถี่

เพื่อให้แน่ใจว่าการเชื่อมต่อระหว่างโดรนกับตัวควบคุมจะไม่มีการรบกวนจากสัญญาณอื่น ๆ มีโครงสร้างที่เบาบาง และไม่ได้รับผลกระทบจากลม ปัจจุบันนิยมใช้ร่วมกับแว่น VR เพื่อการความคุมที่แม่นยำขณะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง 

ส่วนประกอบของโดรน

การออกแบบและพัฒนา UAV ใช้หลักการของอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamic) เพื่อให้สามารถลอยตัวได้อย่างสมดุลมากที่สุด รวมถึงการติดตั้งด้วยแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (Circuit Board) ชิ้นส่วนอิเล็กทรอกนิกส์หรือชิป (Chipset) และซอฟต์แวร์ ไว้ด้านในที่เป็นหัวใจหลักของอุปกรณ์ชนิดนี้สำหรับวัสดุที่ใช้ในการผลิตโดรนมักเป็นวัสดุเชิงประกอบ หรือวัสดุคอมโพสิต (Composite materials) เพื่อช่วยเรื่องของน้ำหนักที่เบาลงและคล่องตัวตลอดระยะการบิน ซึ่งส่วนประกอบหลักของโดรนมีดังนี้

1) อุปกรณ์ควบคุมการบิน

(Flight Controller)

ตัวควบคุมการบินเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานของ UAV ทั้งหมด โดยจะมีหน้าที่ในการแปลงข้อมูลจากตัวรับสัญญาณ โมดูลจีพีเอส จอภาพ แบตเตอรี่ หน่วยตรวจวัดความเคลื่อนไหว และเซนเซอร์บนบอร์ดอื่น ๆ เพื่อควบคุมความเร็วมอเตอร์ผ่านทางอุปกรณ์แปลคำสั่ง (Electronic Speed Controller: ESC) เพื่อให้เกิดการเคลื่อนที่ของโดรนและการใช้งานในรูปแบบของระบบควบคุมอัตโนมัติ (Autopilot) ด้วยเช่นกัน

2) อุปกรณ์รับ-ส่งสัญญาณ

(Signal Receive-Transmit)

การติดต่อสื่อสารระหว่าง UAV กับสถานีควบคุมภาคพื้นดินมี 3 ช่องทางหลัก ซึ่งความถี่จะต้องไม่ทับซ้อนกัน เพื่อป้องกันการรบกวนสัญญาณกันภายในของแต่ละระบบ ซึ่งสัญญาณควบคุมการบินเป็นสัญญาณที่ส่งมาจากอุปกรณ์บังคับ เช่น Joystick เป็นต้น

3) มอเตอร์และใบพัด

(Motor & Propeller)

มอเตอร์ทั้งหมดนั้นรับข้อมูลจากผู้ควบคุมการบินและตัวควบคุมความเร็วอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ในการควบคุมมอเตอร์โดรนเพื่อให้ทั้งบินอยู่กับที่และบินเคลื่อนที่ไป

4) อุปกรณ์ควบคุมความเสถียรสำหรับรักษาสมดุล
(Gyro stabilization)

เป็นอุปกรณ์ที่ทำให้โดรนมีความสามารถบินได้นิ่มนวล มีเซนเซอร์ตรวจจับอัตราเร่งความเร็ว ลักษณะการทำงาน คือ ตรวจจับการเปลี่ยนแปลงลักษณะการหมุนทรงตัว เอียงตัว บิดตัว ตลอดจนมีข้อมูลนำเส้นทาง และส่งต่อไปยังระบบควบคุมการบิน (Flight Control System) เพื่อประมวลผล

5) อุปกรณ์ FPV

(First Person View)

เป็นอุปกรณ์ช่วยให้ผู้ควบคุมโดรนสามารถเห็นมุมมองภาพเสมือนจริงจากกล้องถ่ายภาพและกล้องถ่ายทอดภาพเคลื่อนไหวที่ส่งลงมายังศูนย์ควบคุมภาคพื้นดิน ทั้งนี้ FPV ทำให้อากาศยานไร้คนขับบินสูงขึ้นไปเท่าที่จะสูงได้และไกลเท่าที่จะไกลได้ดีกว่ามองจากภาคพื้นดินทำให้การบินมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งกีดขวางต่าง ๆ

ระบบควบคุมและสั่งการโดรน

การพัฒนาอากาศยานไร้คนขับหรือ UAV ควรคำนึงถึงคุณลักษณะหลัก ได้แก่ ระยะเวลาบิน ความเร็ว รัศมีปฏิบัติการ ความสูง และน้ำหนักรวม โดยมีรายละเอียดฟังก์ชันการทำงานหลัก ดังนี้

1) ระบบควบคุมการบิน

(Flight Control System)

ทำหน้าที่ควบคุม UAV ให้บินไปตามพิกัดที่ต้องการ โดยใช้วิทยุจากพื้นดินหรือควบคุมการบินด้วยระบบคอมพิวเตอร์

ประกอบด้วย ตัวแก้เอียง (Inertial Measurement Unit: IMU) ทำงานร่วมกับอุปกรณ์นำทางจีพีเอส

และเครื่องมือตรวจจับอื่น ๆ เพื่อรักษาระดับความสูงและตำแหน่ง

2) ระบบการปล่อยและลงจอด

(Launch and Landing System)

การปล่อยอากาศยานไร้คนขับขึ้นบินทำได้หลายวิธี

เช่น การยิงจากเครื่องส่ง (Launch) หรือการวิ่งขึ้นจากทางวิ่ง หรือการปล่อยจากอากาศยานขนาดใหญ่ เช่น C-130 เป็นต้น

โดยการกลับคืนฐานที่ตั้งก็สามารถทำให้หลายวิธี เช่น การจับด้วยตาข่าย การใช้ร่มชูชีพและการบังคับลงบนรันเวย์ เป็นต้น

กองทัพเรือสหรัฐฯปล่อยโดรนขึ้นบินจากฐานทัพภาคพื้น

ภาพประกอบ : อ้างอิงจาก https://www.theguardian.com/news/2019/dec/04/are-drone-swarms-the-future-of-aerial-warfare

นักบินควบคุม UAV ผ่านเครือข่ายสื่อสารจากสถานีภาคพื้น

ภาพประกอบ : อ้างอิงจาก https://geographicalimaginations.com/2017/05/30/the-final-arbiter/

3) ระบบนำร่องและนำวิถี

(Navigation and Guidance System)

ด้วยการใช้ระบบดาวเทียมนำทาง (Global Navigation Satellite System: GNSS) เพื่อบอกตำแหน่งทำงาน โดยคำนวณจากความถี่ของสัญญาณนาฬิกาที่ถูกส่งมาจากดาวเทียม ทำให้สามารถระบุตำแหน่งได้ทั่วโลก

โดยดาวเทียมประเภทนี้โคจรอยู่ในระดับกลาง ความแม่นยำของจีพีเอสควรใช้ดาวเทียมอย่างน้อย 4 ดวง ขึ้นไป แต่ก็มีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อความถูกต้องของการระบุตำแหน่งจีพีเอส เช่น

การเรียงตัวของดาวเทียม วิธีการวิเคราะห์ตำแหน่ง ชั้นบรรยากาศ คุณภาพข้อมูลจากดาวเทียม ผลกระทบการสะท้อนของสัญญาณ สัญญาณรบกวน และความสามารถในการกรองข้อมูล เป็นต้น

4) ระบบควบคุมและสนับสนุนภาคพื้น

(Ground Control Station)

หลักการทำงานคล้ายๆ กับระบบควบคุมภาคพื้นของอากาศยานทั่วไป โดยมีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานและข้อมูลต่าง ๆ ที่ส่งมาจากอากาศยานไร้คนขับ

นอกจากนั้น ยังสามารถควบคุมและสั่งการอุปกรณ์ตรวจวัดต่าง ๆ ทำงานตามที่เราต้องการ โดยส่งข้อมูลผ่านข่ายรับ-ส่งข้อมูลไร้สาย

5) อุปกรณ์ที่ติดตั้งเพิ่มเติม

(Payload)

อากาศยานไร้คนขับที่ทำหน้าที่สำรวจหรือตรวจการณ์จะนำอุปกรณ์ตรวจจับต่างๆ ขึ้นไป เช่น กล้องถ่ายภาพนิ่ง กล้องอินฟราเรด กล้องถ่ายภาพเคลื่อนไหว แบตเตอรี่ เรดาร์ เป็นต้น

แต่ในปัจจุบันได้มีการพัฒนา UAV ที่ทำหน้าที่สอดแนมและโจมตี จึงอาจมีการติดตั้งจรวดหรือระเบิดขนาดต่าง ๆ ตามภารกิจ

6) ระบบการเชื่อมต่อและเก็บข้อมูล

(Data Link and Storage System)

ระบบเชื่อมต่อระหว่างอากาศยานไร้คนขับ ระบบควบคุม และสนับสนุนภาคพื้น ใช้หลายย่านความถี่เช่นย่านความถี่สูง (HF) ย่านความถี่สูงมาก (VHF) และย่านไมโครเวฟ หากระบบเหล่านี้ขัดข้องจะส่งต่อไปยังข่ายอื่น ๆ เช่น ดาวเทียม หรือสถานีภาคพื้นดิน เป็นต้น

7) ระบบป้องกันตนเอง

(Self-Protection System)

ระบบจะป้องกันตนเองเบื้องต้นเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายกับอากาศยานในระหว่างการบิน เช่น เมื่อแบตเตอรี่ใกล้หมดแต่ยังไม่ถึงจุดร่อนลงอากาศยานจะร่อนลงเองอัตโนมัติเพื่อไม่ให้เกิดการทิ้งตัวในระหว่างการบินหรือร่มชูชีพในกรณีเครื่องตก

นอกจากนี้ การใช้วัสดุที่สามารถดูดกลืนคลื่นเรดาร์แบบเครื่องบินขับไล่ที่มีคุณสมบัติตรวจจับได้ยากของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง UAV ที่ติดตั้งระบบติดอาวุธจะต้องเพิ่มระบบป้องกันตัวเองให้เทียบเท่าอากาศยานแบบมีนักบิน

ภาพรวมหลักการทำงานของโดรน

ภาพประกอบ : อ้างอิงจาก https://www.washingtonpost.com/wp-srv/special/national/drone-crashes/how-drones-work/

หลักการทำงานของโดรน

จากภาพโดรนถูกควบคุมและสั่งการจากสถานีภาคพื้นดิน (Ground control station) ซึ่งนักบินจะอาศัยระบบดาวเทียมในการติดตาม ตั้งแต่บินขึ้นจากผิวพื้นจนกว่าจะพ้นระดับสายตามองเห็น (Line of sight) โดยโดรนจะเชื่อมโยงข้อมูลโดยตรงผ่านระบบสื่อสาร (Satellite Antenna) เมื่อหลุดจากระดับสายตา สถานีควบคุมภาคพื้นดินจะเปลี่ยนระบบเชื่อมต่อเป็นระบบดาวเทียมสื่อสารเพื่อควบคุมการบินและโดรนยังใช้ระบบดาวเทียมนำทางเพื่อถ่ายทอดตำแหน่ง หากระบบการเชื่อมต่อขาดหายโดรนที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้จะบินเป็นวงกลมโดยอัตโนมัติหรือบินกลับไปยังฐานจนกว่าจะเชื่อมต่อสัญญาณได้อีกครั้ง

เทคโนโลยีโดรนแห่งโลกอนาคต

การเพิ่มขึ้นของการใช้งานโดรนทางการทหารนั้น เนื่องจากความทนทานของวัสดุที่เหนือกว่าและต้นทุนการดำเนินงานที่ต่ำส่งผลให้มีอัตราการผลิตโดรนทางทหารที่เพิ่มขึ้น ซึ่งคาดว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตของตลาดโดรนทางทหารในช่วงเวลาคาดการณ์ ดังนั้น ตลาดโดรนทางทหารจึงต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย เช่น การรวมเทคโนโลยี UAV กับ Boeing's Airpower Teaming System (ATS) อีกทั้งความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัลใหม่ ๆ อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) การคำนวณจากระบบฐานข้อมูลออนไลน์ (Cloud Computing) อินเตอร์เน็ตในทุกสิ่ง (Internet of Things: IoTs) ในอุปกรณ์โดรน หรือ UAV นำไปสู่ความต้องการที่เพิ่มขึ้นในหลายๆ ภาคส่วน ซึ่งคาดว่าการรวมตัวของปัญญาประดิษฐ์จะช่วยเพิ่มความสามารถของ UAV ให้มีความคิดเสมือนมนุษย์ในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งการยกตัว นำทาง รับ-ส่งข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล โดยไม่มีการแทรกแซงของมนุษย์ ซึ่งปัจจุบันภูมิภาคอเมริกาเหนือคาดว่าจะเป็นผู้นำตลาดโดรนทางทหารในช่วงปี 2018 ถึงปี 2025 ตามด้วยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อย่างไรก็ตาม การขาดกำลังพลที่มีทักษะ ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และได้รับการฝึกฝนมาเพื่อปฏิบัติการ UAV ในการใช้งานทางทหาร ถือเป็นความท้าทายที่สำคัญอย่างหนึ่งในตลาดโดรนทางทหาร

จากรายงานของ Global Military Drone Market Research Report ค.ศ. 2020-2026 ซึ่งมีผลการสำรวจด้านเทคโนโลยีโดรนเมื่อปี ค.ศ. 2019 ที่ผ่านมานั้น พบว่า

-ร้อยละ 85 เป็นการใช้งานโดรนแบบควบคุมอัตโนมัติจากระยะไกล

-ร้อยละ 11 เป็นการใช้งานโดรนแบบควบคุมแบบกึ่งอัตโนมัติ และ

-ร้อยละ 4 เป็นการใช้งานโดรนแบบควบคุมอัตโนมัติ โดยใช้ระบบนำร่องผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ถูกติดตั้งไว้ในอากาศยาน

ผลการสำรวจส่วนแบ่งการตลาดของโดรน

จาก Global Military Drone Market Research Report ค.ศ. 2020-2026

ขณะนี้โลกกำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เกิดจากการใช้โดรนและเซ็นเซอร์ที่กำลังเริ่มแพร่หลายไปทั่วโลก ซึ่งการใช้งานโดรนเป็นการสร้างข้อมูลจำนวนมหาศาล ทำให้จุดเปลี่ยนที่สำคัญไม่ได้อยู่ที่ฮาร์ดแวร์หรืออุปกรณ์อีกต่อไป แต่กลับเป็นข้อมูลที่โดรนและเซ็นเซอร์ต่าง ๆ สร้างและรวบรวมขึ้น

ซึ่งประเด็นสำคัญนับจากนี้คงจะเป็นเรื่องของวิธีการนำข้อมูลจำนวนมหาศาลทั้งหมดมาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

บทสรุปส่งท้าย

โลกในวันนี้กลับเห็นความเปลี่ยนแปลงของสงครามในรูปแบบต่าง ๆ ที่เป็นผลจากพัฒนาการของระบบอาวุธใหม่และท้าทายอย่างมากถึงคุณค่าของระบบอาวุธแบบเก่าที่แม้จะยังมีคุณค่าในทางทหารแต่อาจไม่ได้มีมากเท่ากับในอดีต ดังจะเห็นได้ถึงการก่อตัวและเกิดขึ้นของสงครามแบบใหม่ที่มาพร้อมกับอาวุธชนิดใหม่ ๆ ด้วยแบบแผนของสงครามใหม่ที่เรียกว่า “สงครามโดรน” (Drone Warfare)

ซึ่งโดรนก็เหมือนกับคอมพิวเตอร์ที่บินได้ที่มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ ตัวควบคุมการบินและแผงวงจรหลักคอมพิวเตอร์ที่มีรหัสโปรแกรมที่สามารถถูกโจรกรรมข้อมูล และเข้าถึงข้อมูลที่อยู่ในโดรนผ่านเครือข่ายไร้สายได้ ดังนั้น การจัดทำแนวทางปฏิบัติเพื่อปกป้องโดรนให้พ้นจากนักโจรกรรมข้อมูลจึงจำเป็นต้องพิจารณาเป็นอันดับแรก มิฉะนั้นโดรนอาจกลายมาเป็นยุทโธปกรณ์ที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ได้

อ้างอิง

Airforce Technology. 2564. PC-1 Multipurpose Quadcopter (Online).

https://www.airforce-technology.com/projects/pc-1-multipurpose-quadcopter/
สำรวจเมื่อ 3 กุมภาพันธ์ 2564.

MarketsandMarkets. 2562. Global Military Drone Market Research Report 2020-2026 (Online).

https://www.marketsandmarkets.com/Market-Reports/military-drone-market-221577711.html/

สำรวจเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2564.

Mike Ball. 2563. New Hybrid-Electric Technologies for UAVs Under Development (Online). 

https://www.unmannedsystemstechnology.com/2020/10/new-hybrid-electric-technologies-for-uavs-under-development/.

สำรวจเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2564.

The Washington Post. 2557.  How drones are controlled (Online).

https://www.washingtonpost.com/wp-srv/special/national/drone-crashes/how-drones-work/

สำรวจเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2564.

นาวาอากาศเอก เสกสัณน์ ไชยมาตย์. อากาศยานไร้นักบิน: กำลังทางอากาศที่จำเป็นสำหรับกองทัพยุคใหม่.

วารสารสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ.

จัดทำโดย

ศูนย์ประสานงานสารนิเทศ ศูนย์ปฏิบัติการ กองทัพบก (ศปสท. ศปก. ทบ.)

 8,423 total views

Hot-News, บทความทั่วไป

นักรบหรือเหยื่อ ทหารยุคใหม่ในสงครามโซเชียลมีเดีย

นักรบ หรือ เหยื่อ: ทหารยุคใหม่ในสงครามโซเชียลมีเดีย

WARRIORS OR VICTIMS: New-Gen Soldiers in Social Media Warfare

พ.อ.หญิง ดร. นุสรา วรภัทราทร

ประจำ ยก.ทบ./หน.ฝ่ายแผนการสร้างการรับรู้ ศูนย์ประสานงานสารนิเทศ ศปก.ทบ.

……………………………………………………………

บทนำ

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 52 บัญญัติไว้ว่า รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิ อธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพื่อประโยชน์แห่งการนี้รัฐต้องจัดให้มี การทหาร การทูต และการข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพ กำลังทหารให้ใช้เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศด้วย นอกจากนี้ในมิติด้านความมั่นคงแล้ว ในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับการอย่างกว้างขวางว่า สื่อสังคมออนไลน์ หรือโซเชียลมีเดียเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยของชาติอย่างมาก มีการใช้โซเชียลมีเดียปลุกระดม สร้างความแตกแยกเกลียดชัง หรือแม้กระทั่งปลุกกระแสการก่อการจลาจลได้ ยกตัวอย่างเหตุการณ์ความวุ่นวายของกลุ่มชุมนุมสนับสนุนประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ บุกเข้าไปภายในอาคารรัฐสภา หวังกดดันสภาคองเกรสไม่ให้ลงมติรับรองชัยชนะการเลือกตั้งของโจ ไบเดน ต่อมาทวิตเตอร์ และเฟซบุ๊ก ตัดสินใจระงับบัญชีของประธานนาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยระบุว่ามีการละเมิดเงื่อนไขการใช้งาน องค์กรด้านสิทธิพลเมือง The Anti-Defamation League และ Color of Change ออกมาเรียกร้องให้บริษัทสื่อต่างๆ แบนบัญชีของทรัมป์ เป็นการถาวร

กว่า 50 ปีที่แล้ว ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับสงครามสมัยใหม่ หรือศัตรูของประเทศ คือการแทรกซึมและยุแหย่ให้แตกความสามัคคี “ในปัจจุบันนี้ ศัตรูของเรามาในรูปแบบการก่อการร้าย มาด้วยอาวุธก็มาก แต่มาในรูปการก่อการร้ายด้วยการยุยงให้แตกแยกกันก็มากเหมือนกัน และไม่ใช่ตามชายแดน ในเมืองใหญ่ๆ ในภาคต่าง ๆ ทุกภาค แม้แต่ภาคกลางนี้ แม้แต่กรุงเทพฯ นี้ ก็มีการแทรกซึมและยุแหย่ให้เกิดแตกสามัคคี ให้เกิดความยุ่งยากเป็นสงครมสมัยใหม่…ขอให้พิจารณาดู ถ้าทุกคนเข้มแข็ง มุ่งหน้าที่จะเรียน และมุ่งหน้าที่จะตั้งตัวเป็นคนดี ก็เท่ากับทุกคนเป็นทหารทั้งชายหญิง ช่วยบ้านเมืองให้ดำรงอยู่ และเมื่อบ้านเมืองดำรงอยู่แล้ว เอกชนทุกคนก็จะอยู่ด้วยได้ความผาสุก” (พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร พระราชทานแก่คณะกรรมการจัดงานชุมนุมนักศึกษาชาวเหนือ ‘ชาวเหนือบอล’ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน วันที่ 31 มีนาคม 2513) ความมุ่งหมายของบทความนี้ เพื่อสะท้อนให้ผู้อ่านได้ตระหนักรู้ถึงภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่แฝงมากับโซเชียลมีเดีย สามารถใช้สื่อโซเชียลอย่างสร้างสรรค์ รู้เท่าทันโลกออนไลน์ ป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการใช้โซเชียลมีเดียอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์

พื้นที่การรบครบจบในที่เดียวกับสงครามโซเชียลมีเดียที่ไม่อาจมองข้าม:

          ในอดีตช่วงยุคล่าอาณานิคม มีคำกล่าวว่า ใครได้ครองน่านน้ำคนนั้นได้ครองโลก ต่อมาในยุคสงครามเย็น กล่าวกันว่า ใครได้ครองห้วงอวกาศคนนั้นได้ครองโลก ปัจจุบันหลายฝ่ายเชื่อว่า ใครได้ครองโซเชียลเน็ตเวิร์ก คนนั้นต่างหากที่ได้ครองโลก สงครามในทุกยุคมีรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาวการณ์ พื้นที่ปฏิบัติการรบ (Operation Domains) แบบดั้งเดิมประกอบด้วย 1) พื้นที่การรบภาคพื้นดิน (Land domain) 2) พื้นที่การรบทางน้ำ (Maritime domain) 3) พื้นที่การรบทางอากาศ (Air domain) และ 4) พื้นที่การรบในห้วงอวกาศ (Space domain) แต่ในปัจจุบันมีพื้นที่การรบใหม่นั่นคือ พื้นที่การรบทางไซเบอร์ (Cyber Domain) และที่สำคัญคือมิติการรบทางไซเบอร์นี้ได้เข้ามามีบทบาทในการเข้าควบคุมบังคับบัญชา (Command & Control) ในทุกมิติปฏิบัติการรบอีกด้วย

บทความนี้จะขอกล่าวถึงมิติการรบทางไซเบอร์ที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจ ทัศนคติ และพฤติกรรมของบุคคล หรือที่เรียกว่า การครอบงำทางไซเบอร์ (Cyber Dominance) ด้วยความสำคัญที่ว่า การทำสงครามในปัจจุบัน ศัตรูหรือกองทัพฝ่ายตรงข้าม ไม่จำเป็นต้องมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ล้ำสมัย มีประสิทธิภาพในการทำลายล้างสูงอีกต่อไป เพียงแค่สามารถเข้าครอบงำความคิด ทัศนคติของผู้คน ผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์คได้ ก็เท่ากับว่ากองทัพนั้นจะมีกองกำลังเพื่อทำการรบมากมายนับไม่ถ้วน ไม่ต้องผ่านการฝึกฝน ไม่ต้องเข้าห้องเรียน กำลังรบของกองทัพนั้นก็สามารถทำการรบ หรือโจมตีฝ่ายตรงข้ามได้อย่างพร้อมเพรียง ในพิกัด ตำแหน่ง และช่วงเวลาเดียวกันได้เลย ไม่มีการสูญเสียทางกายภาพ ไม่ต้องใช้งบประมาณในการซื้อยุทโธปกรณ์ราคาแพง เพียงแค่มีความสามารถและมีความเชี่ยวชาญในการใช้โซเชียลมีเดียเป็นอาวุธ (Weaponization of social media) ก็สามารถเอาชนะศัตรู ทำลายคู่แข่งได้อย่างง่ายดาย

สังคมไทยกำลังเผชิญการใช้โซเชียลมีเดียเป็นอาวุธ (Weaponization of social media) หมายถึง การเอาชนะกันด้วยสงครามวาทกรรมจากสื่อออนไลน์ ซึ่งแต่เดิมมีการนำมาใช้กับการปฏิบัติการทางทหารที่เรียกว่า IO หรือ Information Operation โดยการใช้สื่อโซเชียลเป็นอาวุธจะเป็นการใช้โครงข่ายอินเทอร์เน็ตและอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อสร้างจิตวิทยามวลชนและสร้างอิทธิพลต่อการตัดสินใจของฝ่ายตรงข้าม โดยกองทัพในลักษณะนี้จะต้องมี แม่ทัพที่เป็นผู้วางยุทธศาสตร์ เสนาธิการ ทำหน้าที่ควบคุมการรบ ครูฝึก ทำหน้าที่ฝึกพลรบให้มีความเชี่ยวชาญในการทำการรบบนพื้นที่ดิจิทัลทุกรูปแบบ พลรบ ซึ่งบางคนก็เข้าร่วมกองทัพด้วยความเชื่อและศรัทธามีอุดมการณ์เดียวกัน และยังมี ทหารรับจ้าง ที่เข้าร่วมสงครามเพื่อรายได้อยู่ด้วย กองทัพดังกล่าวจะมีผู้วางแผนการสื่อสารที่ชัดเจนว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง เมื่อมีแผนแล้วชุดความคิดดังกล่าวจะถูกนำไปดำเนินการต่อโดยนักสร้างสรรค์เนื้อหา (Content creators) โดยเนื้อหาที่นำเสนอจะต้องมีลักษณะที่โดนใจกลักลุ่มเป้าหมาย (Target audiences) โดยมุ่งเน้นไปที่ “ใหม่ และ ดีกว่า” ยกตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมของกลุ่มเยาวชนต่างๆ ในรอบปีที่ผ่านมา เยาวชนเหล่านี้จะถูกปลุกระดม โดยผู้วางแผนจะเลือกประเด็นต่างๆ ที่โดนใจกลุ่มเป้าหมายมานำเสนอ ปั่นกระแสให้ติดเทรนด์ เช่น การไม่ต้องเกณฑ์ทหาร ไม่ต้องใส่ชุดนักเรียน ต่อต้านเผด็จการ เรียกร้องความเท่าเทียม ยับยั้งการสืบทอดอำนาจ และอีกหลายเรื่องที่เป็นการยกเลิกสิ่งเก่าๆ เดิมๆ ที่เยาวชนรู้สึกเบื่อหน่าย

นอกจากการมีเนื้อหาที่โดนใจกลุ่มเป้าหมายแล้ว กองทัพดังกล่าวยังมีพลรบที่มีความคิดสร้างสรรค์ รู้จักการเลือกสรรถ้อยคำ กำหนดวิธีการว่าจะใช้สื่อประเภทไหน ภาพนิ่ง ภาพกราฟฟิก วิดีโอคลิป ใช้สื่อประเภทใดเมื่อไหร่ แต่ที่สำคัญที่สุดคือเนื้อหา (Content) ที่จะเผยแพร่ไปยังกลุ่มเป้าหมายนั้นจะมีลักษณะสร้างความแตกแยกเกลียดชัง (Hate speech) พลรบที่เข้าปฏิบัติการจะเตรียมพร้อมโต้ตอบ ยั่วยุ และหากมีใครเข้ามาแสดงความเห็น (Comment) พลรบเหล่านี้จะตอบโต้ด้วยถ้อยคำที่รุนแรงหยาบคาย เพื่อให้คนที่เข้ามาแสดงความเห็นนั้นเกิดความท้อถอยและเหนื่อยหน่ายที่จะต่อกรด้วย และในที่สุดก็จะถอยไปเอง จากนั้นพื้นที่ในโซเชียลมีเดียจะถูกยึดพื้นที่ด้วยข้อความและเนื้อหาที่พวกเขาเตรียมการมา จนสามารถติดเทรนด์ยอดนิยมได้ในที่สุด

วงจรสงครามโซเชียลมีเดียยังไม่จบลงเพียงเท่านี้ เมื่อเรื่องราวหรือเนื้อหาใด ๆ ติดเทรนด์เป็นกระแส ก็จะเป็นช่วงเวลาที่สื่อมวลชน (Press) และผู้มีอิทธิพลในสื่อออนไลน์ (Influencer) ที่เป็นทหารรับจ้างทำหน้าที่กระจายข้อมูล แตกประเด็นความคิด เลี้ยงกระแสให้ดังอย่างต่อเนื่อง เปิดช่องให้พลรบออนไลน์ของเขาได้เข้ามาทำการปฏิบัติการรบบนโซเชียลมีเดียอีกระลอก และหากประเด็นใด “ดัง” และ “ปัง” มากพอ สื่อหลักที่เป็นสื่อเก่า (Old media) เช่น รายการข่าวทางโทรทัศน์ จะหยิบยกประเด็นดังกล่าวออกมาเผยแพร่ซ้ำ กระจายไปยังกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขวางมากยิ่งขึ้นในกลุ่มที่ดูโทรทัศน์ ซึ่งปัจจุบันรายการข่าวบางรายการมีจุดขายในการทำรายการข่าวที่เป็นกระแสดังในโลกออนไลน์ จะมีการเชิญผู้ที่เป็นข่าวในโซเชียลมีเดียมาออกรายการ ซึ่งบางครั้งอาจไม่ได้มีการตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงรอบด้าน จึงเป็นการยึดพื้นที่ข่าวอีกทางหนึ่ง การปฏิบัติการรบทางสงครามโซเชียลมีเดียเช่นนี้เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า

ภายใต้แนวคิด “Weaponization of social media” ปัจจุบันมี Big Data เก็บรวบรวมข้อมูลไปประมวลและวิเคราะห์เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ ทำให้ทราบถึงพฤติกรรม รสนิยม ความคิด ความสนใจ ความเชื่อ ของคนในสังคมนั้น โซเชียลมีเดียทำให้เรารู้จักใครสักคน รู้ได้ว่าเราต้องพูดหรือสื่อสารอย่างไรให้เขาคล้อยตามเราได้ ลักษณะเดียวกันกับการปฏิบัติการจิตวิทยา มุ่งเข้าควบคุม ครอบงำทางความคิด ผ่านกระบวนการล้างสมอง (Brainwash) โดยใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือ ใช้เทคโนโลยีรบเชิงรุกครอบงำทางความคิด โดยอาศัยเครือข่ายในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะการปั่นกระแส ดร.นพดล กรรณิกา ผอ.สำนักวิจัยซูเปอร์โพล ได้ยกตัวอย่างจากการวิเคราะห์ข้อมูล กล่าวถึง 4 ข้อบ่งชี้ที่ระบุว่า เทรนด์ทวิตเตอร์นั้นสามารถปั่นได้ ดังนี้     1) เทรนด์ทวิตเตอร์ยอดนิยมติดอันดับต้นๆ มาจากต่างประเทศถึง 7 เท่า โดยปัจจุบันสามารถตรวจจับ Unique IP ได้ โดยต้นทางส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศ ยกตัวอย่างคำว่า What happen in Thailand มีจำนวนบัญชีในประเทศไทยเพียง 12,980 บัญชี แต่รวมบัญชีจากต่างประเทศถึง 2-3 ล้านบัญชี 2) มีการบูธ การปั่นจากบัญชีผู้ใช้ที่ไม่ระบุตัวตน (Avatar) โดย 1 บัญชีอวทาร์สามารถปั่นกระแสได้ถึงหลักแสน หลักล้าน โดยใช้เครื่องมือจากบริษัทโซเชียลมีเดียต่างชาติ 3) กราฟของเทรนด์ทวิตเตอร์ที่ปั่นกระแสจะไม่เป็นไปตามธรรมชาติ โดยในช่วงก่อนหน้าที่จะเริ่มมีการปั่นกระแสกราฟจะขึ้นมาทีละเล็กน้อย โดยจะพุ่งขึ้นถึงจุดพีคในจังหวะเวลาที่ได้กำหนดไว้แล้ว และจะตกลงเมาเท่ากับจำนวนที่ถูกกระตุ้น 4) โลกออนไลน์จะมีการเคลื่อนไหวเป็นหลักล้าน แต่เมื่ออยู่ในโลกความจริงเหลือหลักพัน เป็นอีกข้อบ่งชี้ว่าการปั่นเทรนด์ทวิตเตอร์สามารถทำได้

ทหารยุคใหม่ใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์รู้เท่าทันโซเชียลมีเดีย

          กองทัพบกในฐานะหน่วยงานความมั่นคงของชาติต้องสามารถรับมือกับภัยคุกคามในทุกรูปแบบ ซึ่งในปัจจุบันสงครามที่เกิดขึ้นเป็นสงครามลูกผสมหรือ Hybrid warfare ที่มีโซเชียลมีเดียเป็นอาวุธที่มีพลานุภาพสูง สามารถสร้างความแตกแยกเกลียดชัง บั่นทอน คุกคาม โจมตี สถาบันหลักของชาติ ดังนั้นทหารทุกนายจึงจำเป็นจะต้องเข้าใจ รู้เท่าทัน และสามารถใช้โซเชียลมีเดียเป็นอาวุธได้อย่างเชี่ยวชาญ มีประสิทธิภาพ และความความสุขสงบปรองดองของคนในชาติได้

นโยบายและเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของผู้บัญชาการทหารบกที่เกี่ยวข้องกับการสร้างการรับรู้และการใช้โซเชียลมีเดียของกำลังพลกองทัพบก ได้ระบุไว้ในแนวทางการปฏิบัติงานของกองทัพบก ปี 2563 โดยระบุอย่างชัดเจนว่า “…ให้ส่วนราชการ ทบ. ทุกหน่วย มีหน้าที่สำคัญที่ต้องสนับสนุนข้อมูลที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ทบ. ต่อทีมโฆษก ทบ. ให้ทันต่อสถานการณ์ เพื่อเป็นการดำรงรักษาภาพลักษณ์ที่ดีให้กับ ทบ. รวมทั้งการสร้างการรับรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง หรือมุ่งเน้นการให้ข้อเท็จจริงให้สาธารณชน และขจัดปัญหาการสร้างข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จ (Fake news) ที่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติภารกิจของ ทบ. นอกจากนั้น การประชาสัมพันธ์ของ ทบ. ให้มุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์ผลงานการช่วยเหลือประชาชนของกำลังและส่วนราชการ ทบ. มากกว่าการประชาสัมพันธ์กิจกรรมของผู้บังคับบัญชาชั้นสูง…”

จากแนวทางดังกล่าวศูนย์ประสานงานสารนิเทศ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก (ศปสท.ศปก.ทบ.) จึงได้กำหนดแนวทางในการปฏิบัติตามแนวคิด “ทหารยุคใหม่ใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์รู้เท่าทันโซเชียลมีเดีย” โดยดำเนินการในลักษณะการจัดการอบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เพื่อให้กำลังพลกองทัพบกตระหนักรู้ถึงภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่แฝงมากับโซเชียลมีเดีย สามารถใช้สื่อโซเชียลอย่างสร้างสรรค์ รู้เท่าทันโลกออนไลน์ ป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการใช้โซเชียลมีเดียอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ โดยจัดการบรรยายพิเศษให้กับ ผบ.หน่วย ระดับ ผบ.พล, ผบ.กรม, และ ผบ.พัน ให้ห้วงเดือนตุลาคม – ธันวาคม 63 มีการจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร “Train the trainer” ให้กับกองทัพภาคที่ 1-4 และ นศส. เพื่อให้กองทัพภาคได้จัดชุดวิทยากรไปเผยแพร่ความรู้ในหัวข้อ “ทหารยุคใหม่ใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์รู้เท่าทันโซเชียลมีเดีย” ให้แก่กำลังพล ทบ. จนไปถึงระดับทหารกองประจำการ นอกจากนี้ได้จัดการบรรยายพิเศษแก่โรงเรียนทหาร และโรงเรียนเหล่าวิทยาการ รวมไปถึงหน่วยขึ้นตรงและหน่วยที่ร้องขอการสนับสนุนการบรรยายพิเศษ จำนวน 20 หน่วยจำนวนผู้เข้ารับการอบรม 6,322 นาย ห้วงเวลาการปฏิบัติตั้งแต่ 6 ต.ค. – 23 ธ.ค. 63

บทส่งท้าย 

มาตรการเชิงรุกและมาตรการเชิงรับของนักรบ ทบ. ในสงครามโซเชียลมีเดีย มี 3 ประการคือ การสร้างการรับรู้ ในนโยบายการปฏิบัติของ ทบ. ในประเด็น พิทักษ์ราชัน ปกป้องประชา รักษาแผ่นดิน และ ทหารมีไว้ทำไม สามารถใช้สื่อออนไลน์ได้อย่างสร้างสรรค์ในการผลิตสื่อเพื่อการสื่อสารสู่สาธารณะ การสร้างภูมิคุ้มกัน ให้แก่กำลังพล ทบ. ทุกนาย ให้รู้เท่าทันสื่อออนไลน์ ไม่หลงตกเป็นเหยื่อ และ การป้องกันความเสี่ยง กำลังพลทุกนาย ต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา ร่วมกันป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้โซเชียลอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทั้งหมดนี้เพื่อมุ่งหวังให้กำลังพล ทบ. ได้ติดอาวุธทางปัญญาสามารถรับมือกับภัยคุกคามความมั่นคงของชาติได้ในฐานะ “นักรบ” ไม่ตกเป็น “เหยื่อ” เป็นเครื่องมือของศัตรูที่รบผ่านโลกออนไลน์///

ภาพประกอบบทความ (พิจารณาตามความเหมาะสม)

 

 

Hot-News

>>>

ดาวน์โหลดข่าวทหารบกฉบับ​เต็ม​ ประจำปักษ์หลัง เดือนพฤษภาคม ได้ที่
https://drive.google.com/file/d/1F4FCGD-Hsu4Mn0y0cRLw4CgsB8IUsCBl/view?usp=drivesdk

ท่านสามารถติดตาม ข่าวทหารบก​ และอ่านย้อนหลังได้​ทาง
http://armysecretary.rta.mi.th/secretary/images/RTA%20news/rta%20news.html

และ
Facebook : ข่าวทหารบก
IG: armynews​_thailand

หรือ
Facebook : ข่าวทหารบก
IG: armynews​_thailand

ทีมข่าวทหารบกขอขอบคุณทุกการติดตามในทุกช่องทางค่ะ…
Email: armynews04@gmail.com
โทร.ทบ.97824

Hot-News

” พิทักษ์ราชัน ปกป้องประชา รักษาแผ่นดิน “

” พิทักษ์ราชัน ปกป้องประชา รักษาแผ่นดิน “เจตนารมณ์ในการปฏิบัติงานของ พล.อ. ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ / ผู้บัญชาการทหารบก ในการประชุม นขต.ทบ.         วันที่ 6 ต.ค. 63 เพื่อมอบนโยบายและแนวทางการปฏิบัติแก่ ผบ.หน่วยขึ้นตรงกองทัพบกทุกระดับ

*******************

#พิทักษ์ราชัน : ให้ความสำคัญเร่งด่วนสูงสุดในการพิทักษ์รักษาและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างสมพระเกียรติ ป้องกันและปราบปรามการกระทำที่ล่วงละเมิดพระบรมเดชานุภาพในทุกรูปแบบ

#ปกป้องประชา : ใช้ศักยภาพกองทัพในการดูแลประชาชนอย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการสนับสนุนการพัฒนาประเทศและช่วยเหลือประชาชนในทุกมิติ รวมทั้งสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี 

ความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยให้กับประชาชนในทุกด้านอย่างยั่งยืน
#รักษาแผ่นดิน : ถือเป็นภารกิจหลักที่มีความสำคัญยิ่ง ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ในยามปกติ และนำไปสู่การระดมสรรพกำลังในยามฉุกเฉิน และผนึกกำลังกับทุกภาคส่วนของสังคม เพื่อการปกป้องและรักษาผืนแผ่นดินไทยอย่างเต็มประสิทธิภาพ
———————–
#พิทักษ์ราชัน_ปกป้องประชา_รักษาแผ่นดิน
#ทหารมีไว้ทำไม
#BandofBrother
#smartsoldiersstrongarmy

Contact Us

กองบัญชาการกองทัพบกถนนราชดำเนินนอก แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200

notice@rta.mi.th


11861718316439118617183164391186171831643911861718316439118617183164391186171831643911861718316439

Where are we?

Maps

Total Visitors

1197760