Monday, 27 April 2020 11:32

ความเครียด มีผลดี??

Rate this item
(0 votes)

เครียดอย่างไรไม่ทำร้ายตัวเอง

Author แผนกควบคุม กคช.กช.

เมื่อเราเครียด หัวใจจะเต้นถี่และแรงขึ้น ทำให้เราหายใจเร็วขึ้น รู้สึกคอแห้ง เหงื่อออก ซึ่ง คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์กับตัวเรา แต่นั่นขึ้นอยู่กับมุมมอง และการจัดการกับความเครียดของเราด้วย ถ้าเรามองว่าความเครียดเป็นสิ่งที่ไม่ดี ร่างกายก็จะตอบสนองว่าความเครียดคือสิ่งไม่ดี และในระยะยาวก็จะกลายเป็นโรคต่าง ๆ ที่เกิดจากความเครียดสะสม แต่ถ้าเรามองว่าความเครียดเป็นสัญญาณเตือนให้ร่างกายต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทาย ร่างกายก็จะตอบสนองต่อสิ่งที่เราคิดและเตรียมพร้อมรับมือกับความเครียดนั้นได้เป็นอย่างดี ความเครียดไม่ใช่สิ่งเลวร้าย แต่เป็นสัญญาณให้เราปรับเปลี่ยนเพื่อทำให้สถานการณ์ที่เราเจออยู่นั้นดีขึ้น

คำสำคัญ รับมือกับความเครียด, ความเครียดควบคุมได้, ประโยชน์จากความเครียด


ความเครียดมีทั้งประโยชน์และโทษ ความเครียดที่เป็นโทษนั้นเป็นความเครียดชนิดที่ เกินความจำเป็นเกินความสามารถที่ร่างกายจะรองรับอารมณ์นั้นได้ แทนที่จะเป็นประโยชน์แต่กลับเป็นอุปสรรคและอันตรายต่อชีวิต เมื่อเราตกอยู่ในภาวะความเครียด ร่างกายก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นสัญญาณต่าง ๆ เพื่อเตรียมพร้อมที่จะ “สู้” หรือ “หนี”
เมื่อชีวิตเราต้องเจอกับความเครียดในระยะสั้น ๆ นั้น เป็นสิ่งที่ดีเพราะมันจะเป็นการกระตุ้นและท้าทายเราให้เราทำสิ่งที่จำเป็นเพื่อตอบสนองความต้องการ
ความเครียดที่น่าเป็นห่วงคือความเครียดที่เกิดขึ้นในขณะที่เราไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไร เกิดขึ้นในขณะที่เราไม่มีตัวเลือกหรือหาทางออกไม่ได้
บทความนี้จะชี้ให้เห็นว่า เมื่อเราตกอยู่ในภาวะความเครียดเราจะมีวิธีการจัดการกับความเครียดนั้นอย่างไรและ ความเครียดไม่ใช่สิ่งที่ดีทั้งหมด แต่ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย หากเราเรียนรู้วิธีที่จะรับมือ กับความเครียดนั้นได้ เราจะไม่มองความเครียดว่ามันดีหรือไม่ดี แต่เราจะทำความรู้จักความเครียด ในมุมมองของผลกระทบ เรียนรู้วิธีจัดการกับความเครียด

 

ในชีวิตประจำวันเราทุกคนต่างก็ต้องพบเจอกับความเครียด แต่ละคนมีประสบการณ์ กับความเครียดในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ก่อนที่เราจะจัดการกับความเครียดได้นั้น เราควร จะเรียนรู้ก่อนว่า
“ความเครียดแท้จริงแล้วมันคืออะไร มันส่งผลกระทบกับเราอย่างไรบ้าง แล้วเราจะใช้ประโยชน์จากความเครียดได้อย่างไรบ้าง”

ความเครียดคืออะไร ?
ความเครียดคือสิ่งที่เกิดขึ้น จากความต้องการที่มีมากกว่าความสามารถในการรองรับ หรือ สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเรามีความต้องการ แต่ขาดปัจจัยหรือทรัพยากรในด้านต่างๆ ที่จะตอบสนองกับสิ่งที่เจอ เช่น เรามีงานมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบมากมาย แต่เรามีเวลาไม่เพียงพอ ความเครียดก็จะเกิดขึ้นเพราะเราต้องการที่จะทำงานให้เสร็จภายในเวลาที่จำกัด

อาการของความเครียด
ความเครียดคือการหดตัวของกล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่งหรือหลายส่วนของร่างกาย การศึกษาพบว่าทุกครั้งที่เรากำลังคิดหรือมีอารมณ์บางอย่างเกิดขึ้นกล้ามเนื้อจะมีการหดตัวและมีการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อแห่งใดแห่งหนึ่งในร่างกายเกิดขึ้นควบคู่เสมอ ในเวลาที่เราเครียด สมองเราจะหลั่งสาร Oxytocin ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทช่วยลดความเครียด และสาร Oxytocin ยังช่วยทำให้ หลอดเลือดผ่อนคลายและป้องกันผลร้ายที่เกิดจากความเครียดได้และรักษาแผลและทำให้เซลล์หัวใจแข็งแรงขึ้น งานวิจัยพบว่า สิ่งที่มีผลต่อความเครียด คือ มุมมองความคิดของเรา เพราะเป็นตัวกำหนดว่าร่างกายของเราจะตอบสนองต่อความเครียดอย่างไร สำหรับคนที่มีความเครียดมาก ๆ หรือ มีความกดดันสูงจะมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตถึง 43% ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้คนเสียชีวิตติดอันดับ แรก ๆ ซึ่งมากกว่าคนที่เป็นมะเร็งผิวหนัง คนที่ติดเชื้อเอดส์ หรือฆาตกรรม
แต่จะเกิดขึ้นเฉพาะคนที่มีมุมมองว่าความเครียดเป็นผลร้ายต่อร่างกายเท่านั้น ในขณะที่ คนที่มีความเครียดมาก ๆ แต่ไม่คิดว่าความเครียดมีผลเสียต่อร่างกายคนกลุ่มนี้กลับมีความเสี่ยงน้อย ที่จะเสียชีวิตน้อยพอ ๆ กับคนที่ไม่ค่อยเครียดหรือไม่กดดันตัวเอง

 

 “สมองเราพยายามมองหาสัญญาณอันตรายอยู่เสมอ เมื่อมีภัยหรือมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น "

"การตอบสนองต่อความเครียดจะเกิดขึ้นทันที”

ตัวอย่างเช่น
• อัตราการหายใจเร็วขึ้นเพื่อเพิ่มออกซิเจนไปเลี้ยงหัวใจ สมอง และกล้ามเนื้อมากขึ้น
• ความดันเลือดสูงขึ้น หัวใจเต้นเร็วและแรงขึ้น เพื่อสูบฉีดเลือดไปยังส่วนที่จำเป็นให้มากขึ้น
• ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น
• ระบบภูมิคุ้มกันทำงานหนักมากขึ้น ร่างกายหลั่งสารที่ทำให้เกิดการอักเสบมากขึ้น เพื่อต่อต้านสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรค
• เหงื่อออกเพื่อขับสารพิษที่ร่างกายผลิตขึ้นมา และเพื่อลดอุณหภูมิของร่างกาย
เมื่อเราอยู่ในภาวะเครียด กลไกลร่างกายของเราจะทำการตอบอย่างสนองอัตโนมัติ มันจะเป็นผลดีถ้าหากเป็นความเครียดในระยะสั้น ๆ เพราะทำให้เราเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์นั้นได้ แต่ถ้าหากเกิดความเครียดระยะยาวและเกิดขึ้นบ่อย ๆ ก็จะกลายเป็นความเครียดสะสมและ ทำร้ายตัวเอง
ปกติร่างกายเราจะปรับเปลี่ยนเพื่อให้เหมาะสมกับการอยู่รอด โดยจะตอบสนองต่อสิ่งเร้าหรือความเครียดได้หลายแบบ
การตอบสนองจะเกิดขึ้นเมื่อเราเจอกับสถานการณ์ที่มีผลต่อชีวิต สถานการณ์ที่ไม่มีทางเลือก หรือหาทางออกไม่ได้ จะทำให้จังหวะการเต้นของหัวใจเร็วขึ้น ความดันเลือดสูงขึ้นเหงื่อออก ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น หายใจเร็วขึ้น เราอาจมีอาการหมดสติหรือเป็นลม อาการก้าวเท้าไม่ออก เป็นต้น การตอบสนองนี้จะเกิดขึ้นในทันที เพื่อทำให้เราตัดสินใจสู้เพื่อปกป้องตนเองหรือวิ่งหนีไปจากสถานการณ์อันตรายเหล่านั้น

ความเครียดสะสม
ความเครียดในระยะสั้น ๆ นั้น เป็นสิ่งที่ดี เพราะเป็นการกระตุ้นและท้าทายให้เราทำสิ่งที่จำเป็นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการ เพราะความเครียดในระยะสั้นทำให้เรามีพลังที่จะเปลี่ยนแปลง ทำให้เรามุ่งมั่นและตั้งใจทำให้ดีขึ้น
แต่ความเครียดที่น่าเป็นห่วงคือความเครียดที่เกิดขึ้นในตอนที่เราไม่รู้ว่าจะจัดการกับมันได้ อย่างไร เกิดขึ้นในขณะที่เราไม่มีตัวเลือกหรือหาทางออกไม่ได้ เมื่อเรามีความเครียดสะสม ถ้าปล่อยไว้ในระยะยาวมันจะทำให้เกิดผลเสียและย้อนกลับมาทำร้ายเราได้ มันทำให้เรารู้สึกเหนื่อยล้า เกิดความกลัวกังวล รบกวนการทำงาน หรือแม้กระทั่งทำให้เราป่วย

“ความเครียดไม่ใช่ความรู้สึก แต่เป็นสัญญาณเตือน เป็นข้อมูลที่เราสามารถเอาไปใช้ประโยชน์เพื่อช่วยให้เราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้”

ประเมินความเครียด
ความเครียดเกิดขึ้น เมื่อเรารู้สึกว่ามีความกดดัน หรือรู้สึกว่าเราขาดหรือมีบางอย่างที่มีมากเกินไป เช่น มีเสียงดังรบกวน มีงานที่ต้องรับผิดชอบเยอะแต่มีเวลาไม่เพียงพอ การพักผ่อน ไม่เพียงพอ เป็นต้น ในเวลาที่เราเครียดเราจะเริ่มรู้สึกขาดความสามารถในการจัดการ รู้สึก ขาดการสนับสนุน รู้สึกโดดเดี่ยว สับสน ทำให้ขาดสมาธิ ดังนั้นก่อนที่เราจะควบคุมความเครียดได้ดีเราควรจะประเมินความเครียดเบื้องต้นของเราก่อน เพราะการประเมินตัวเองในแต่ละด้านจะช่วยให้เรารู้ตัวว่า เราควรปรับปรุงด้านไหนบ้าง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับความเครียด ก่อนที่ความเครียดจะสะสมและขยายทำให้เกิดปัญหาใหญ่ขึ้น
ข้อสำคัญ อย่าให้ผลการประเมินมันทำให้เรารู้สึกผิด หรือรู้สึกไม่ดี แต่ควรใช้ผลการประเมินเพื่อให้เรารู้ตัว เพื่อที่จะปรับตัวและทำให้สถานการณ์มันดีขึ้น
หัวข้อการประเมินความเครียด
• ด้านเวลา เรามีเวลาพอสำหรับการได้เล่นสนุกผ่อนคลาย การทำงานให้เสร็จไหม
• ด้านพลังงาน เราได้กินอิ่ม ได้นอนหลับ ได้ออกกำลังกายและพักผ่อนอย่างเพียงพอหรือเปล่า
• ด้านการเงิน เรามีพอสำหรับค่าใช้จ่ายหรือเก็บไว้ในยามฉุกเฉินหรือเปล่า
• ด้านสุขภาพ เราเจ็บป่วยบ่อยแค่ไหน สุขภาพแข็งแรงดีหรือเปล่า
• การสนับสนุนจากคนอื่นๆ เราคิดว่าเราได้รับการสนับสนุนจากคนรอบข้างในเรื่องที่เราต้องการหรือไม่
• การมีเป้าหมายในชีวิต เรารู้ว่าเรามีคุณค่าและความหมายของงานที่เราทำหรือไม่

 

 " บางคนต้องอาศัยความเครียดในการทำงาน ถ้าไม่เครียด ถ้างานไม่เร่งก็ไม่ยอมทำให้เสร็จ บางคนยอมรับตรงๆ ว่าทำงานได้ดีขึ้นในตอนที่กดดัน ”

“ เราเสพติดความเครียดกันหรือเปล่า ? ”

 

ให้เราลองตอบคำถามเหล่านี้
• ต้องรอให้ถึงนาทีสุดท้าย แล้วค่อยเริ่มทำงานหรือเปล่า?
• อยู่เฉยๆ ไม่ได้ ไม่เคยว่างงานเลยใช่ไหม?
• ต้องใช้เวลา 2-3 วัน กว่าที่จะเริ่มรู้สึกว่าได้พักผ่อนจริงๆ?
• นึกถึงงานในวันหยุดพักผ่อนหรือเปล่า?
• มักจะกังวล กลัวว่าจะลืมอะไรไปหรือเปล่า?
• รู้สึกเครียดในตอนที่ไม่มีมือถือหรือไม่มีคอมพิวเตอร์หรือเปล่า?
• นอนหลับยาก?
• รู้สึกว่ามีเวลาไม่พอสำหรับทำงานให้เสร็จหรือเปล่า?
• รู้สึกว่าทำงานในแต่ละวันได้น้อยกว่าที่คาดไว้?
• ไม่มีเวลาให้เพื่อน ไม่มีเวลาสำหรับงานอดิเรก?
• รู้สึกเหมือนต้องเปลี่ยน สลับไปทำโน่นนี่อยู่ตลอดเวลา?
• ยากที่จะรอคนอื่นพูดให้จบก่อน อยากขัดจังหวะ?
• หยุดถามได้แล้ว อยากอ่านต่อ?
หากคำตอบของเรามีมากกว่า 50% นั่นเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเรากำลังเสพติดความเครียดโดยไม่รู้ตัว

 

 

วิธีการจัดการ ควบคุม ความเครียด
การทำให้ร่างกายทนทานต่อความเครียด โดยการเปลี่ยนมุมมองความคิดเกี่ยวกับความเครียดให้เป็นมุมมองในด้านบวก เติมพลังงานด้านบวกกลับคืนให้สมอง ทำให้สมองของเรากลับมาทำงานได้ตามปกติ หากเราไม่สามารถเปลี่ยนมุมมองความคิดได้ เราต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมความเครียด ซึ่งมีด้วยกันหลายวิธี เช่น
การบำบัดเยียวยา
เราสามารถใช้วิธีนี้สำหรับอะไรได้บ้าง?
• การขจัดอารมณ์ที่ไม่ดีต่อสุขภาพจิต
• การบำบัดเรื่องในอดีต เช่น เรื่องกระทบกระเทือนทางจิตใจ การตกเป็นเหยื่อของการกระทำไม่ดี
• การบำบัดเรื่องในปัจจุบัน เช่นเรื่องความบอบช้ำในจิตใจ
• การเสริมสร้างให้จิตใจและจิตวิญาณของเราเข้มแข็ง

 


การปรับอารมณ์ให้ดีขึ้น
หลังจากที่ใจเราสงบลง ในขั้นตอนต่อไปคือการยกระดับ การปรับเปลี่ยนความสนใจของเรา เพื่อเปลี่ยนอารมณ์ของเราให้ดีขึ้น คือการคิดบวกและให้มองโลกในแง่ดี เมื่อเรารู้สึกยินดีหรือขอบคุณแล้ว เคมีในสมองเราจะเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ ฮอร์โมนส์ความเครียดทั้งหลายจะลดระดับลง ภูมิต้านทานจะทำงานดีขึ้น ทำให้เรามีสติมากขึ้น คิดได้ดีขึ้น ทำให้เรามี ความยืดหยุ่นและไม่ท้อแท้ง่าย ๆ มีกำลังใจและกลับมาต่อสู้ได้อีกครั้ง
วิธีง่าย ๆ ที่จะช่วยให้เรารู้สึกยินดีหรือเปลี่ยนอารมณ์ให้ดีขึ้น เราสามารถทำได้โดยการนึกถึงคนที่เรารัก คนที่มีพระคุณต่อเรา สิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ความรัก ความสำเร็จที่เคยทำมา หรือธรรมชาติ เมื่อเราพุ่งความสนใจไปยังสิ่งเหล่านี้ จะทำให้เรารู้สึกดีมากขึ้น เราจะสังเกตได้ว่าเราอารมณ์ดีมากขึ้น
ช่วงเวลาที่เราคิดทบทวนและเติมพลังให้สมอง ไม่ใช่ว่าเราต้องการที่จะปล่อยวางหรือ ทิ้งปัญหา แต่เป็นการเปลี่ยนมุมมองของเราที่มีต่อความท้าทายนั้น ซึ่งจะช่วยทำให้เราสามารถจัดการกับปัญหาได้ดีขึ้น

 

เปลี่ยนมุมมองความเครียด


เราสามารถเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อความเครียดและทำให้ร่างกายตอบสนองตามที่เราคิดได้ เวลาที่เราต้องเจอความกดดัน ร่างกายเราจะตอบสนองอัตโนมัติ ทำให้หัวใจเต้นถี่และแรงขึ้น หายใจเร็วขึ้นคอแห้ง ริมฝีปากแห้ง เหงื่อออก ท้องเย็นวูบ หรือท้องปั่นป่วน อาการเหล่านี้คือความกลัว หรือเป็นอาการของคนที่ไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์กดดันได้
ถ้าเราสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่กดดันได้ หากเราลองมองความเครียดในแบบใหม่ เพียงแค่เราเชื่อว่าเราสามารถรับมือกับมันได้ ให้ลองเราคิดว่าหัวใจที่เต้นเร็วขึ้นมันจะทำให้มีเลือด ไปเลี้ยงร่างกายมากขึ้น ทำให้เรามีพลังมากพอที่จะรับมือกับสถานการณ์นั้นได้ และการที่เราหายใจเร็วขึ้น ก็จะทำให้หัวใจและสมองได้รับออกซิเจนมากขึ้น ลองมองในมุมของผลกระทบที่มันเกิดขึ้น ความเครียดกระตุ้นให้เราลงมือทำ ความเครียดทำให้เราเหนื่อยล้าจากการที่เราไม่สามารถจัดการแก้ไขหรือหาทางออกได้
ถ้าเรารับมือกับความเครียดได้ ร่างกายเราก็จะผ่อนคลาย และจะมีสภาวะเช่นเดียวกับ ตอนที่เรามีความสุข ซึ่งมันจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคหัวใจวาย
ยกตัวอย่างเช่น การทำงาน หากงานนั้นมันมีความหมายกับเราเป็นงานที่เรารักและเราเชื่อว่าจะรับมือกับความกดดันและทำงานนั้นได้สำเร็จ ความกดดันและความเครียดก็จะไม่ทำลายสุขภาพของเรา

 

เราเครียดเพราะว่าเรารัก

ถ้าเรารู้ว่าเรากำลังมีความเครียด ก็แสดงว่าร่างกายเรายังปกติ เราควรจะรู้สึกขอบคุณที่เรารู้ตัวว่าเครียด ที่เราเครียดเกิดจากการที่เรารักใครสักคนเพราะเราเป็นห่วงคนที่เรารัก ไม่ว่าจะเป็น คนในครอบครัว เพื่อนสนิท เพื่อนร่วมงาน ถ้าเราไม่รักเราก็ไม่มีความเครียด
หากเรามีมุมมองที่ดีความเครียดจะทำให้เรามีพลังลุกขึ้นมาสู้ ทำให้เราปรับตัวเปลี่ยนแปลง เพื่อทำให้สถานการณ์ ดีขึ้นทำให้เราสนใจสิ่งที่มันสำคัญกับเรามากที่สุด
ความเครียดที่เกิดขึ้นนั้น เป็นสัญญาณที่บอกให้เราเตรียมพร้อมให้สามารถจะจัดการกับความเครียดได้ ความเครียดไม่ใช่สิ่งเลวร้าย แต่มันเป็นสัญญาณให้เราปรับเปลี่ยนเพื่อทำให้สถานการณ์ดีขึ้น หากเราใช้ความเครียดเป็นพลัง เราจะรู้จักใช้มันให้เกิดประโยชน์ ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น
ตราบใดที่เรายังเชื่อว่าเราหาทางออกได้ หาทางแก้ไขได้ เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้ ก็จะ ทำให้เรามีพลัง ทำให้เราเปลี่ยนความเครียดให้เป็นพลังได้ ความเครียดเป็นตัวบอกให้เรา ลดความต้องการลง หรือเพิ่มความสามารถในการรองรับของเราให้มากขึ้น เพื่อทำให้ทุกอย่างกลับมา อยู่ในภาวะปกติ ช่วยให้เราสามารถควบคุมสถานการณ์ได้
ดังนั้น ตอนที่เราสังเกตว่ามีความเครียดเกิดขึ้น เราจะต้องทำความเข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น และเรารู้สึกว่าความต้องการมันมีมากเกินความสามารถที่เรารองรับได้หรือไม่ ให้สังเกตว่าความเครียดต้องการจะบอกอะไรเรา การสงสัย การสังเกต จะทำให้เรารู้ทันอารมณ์ของเราและสามารถเปลี่ยนทัศนคติ หยุดความเครียดสะสมแล้วทำความเข้าใจสถานการณ์ที่กิดขึ้น ทำความเข้าใจที่มาของความเครียด จากนั้นเราจะรู้สึกยินดีและขอบคุณ เพราะความเครียดไม่ได้ตั้งใจทำร้ายเรา

ความเครียด คนส่วนใหญ่มักจะมองว่าความเครียดคือศัตรู ทำให้เราต้องการหลีกเลี่ยง แต่ความจริงแล้วความเครียดมันจะส่งผลร้ายกับเราได้เฉพาะกรณีที่เราเชื่ออย่างนั้น
ในแต่ละวันที่เราต้องเจอกับสิ่งร้ายๆ ความจำเป็นที่เราจะต้องแก้ไขปัญหา การเปลี่ยนแปลง การต้องเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่เผชิญกับความเครียด สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้
มันจะดึงความสนใจและทำให้เราต้องตอบสนองต่อสิ่งนั้นตลอดเวลาโดยที่เราไม่รู้ตัว ทำให้สมองสูญเสียพลังงานด้านบวก
ดังนั้น เราควรเปลี่ยนมุมมองต่อความเครียดใหม่ มองว่าความเครียดเป็นเรื่องดี เราต้องเชื่อว่าร่างกายเราถูกสร้างและวิวัฒนาการเพื่อให้รองรับสถานการณ์ที่กดดัน ทำให้เราเข้าสังคม เข้าหา คนอื่นเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เมื่อเราใช้เวลานั่งลงและคิดทบทวนเปลี่ยนมุมมองความคิด ก็จะช่วยให้เราเติมพลังงานด้านบวกให้กับตัวเอง จะช่วยให้เราทนทานต่อสิ่งร้าย ๆ ได้ ความเครียดไม่ได้ส่งผลเสียกับเราเสมอไปเพราะความเครียดช่วยกระตุ้นให้เราลงมือทำงานให้เสร็จ

“ความเครียดไม่มีเลยก็ไม่ได้ แต่มีมากเกินไปก็ไม่ดี ความเครียดมันไม่หนีไปไหน มันจะอยู่กับเราตลอดไป เราจึงควรใช้ความเครียดให้เกิดประโยชน์”

 

(แหล่งอ้างอิง)
การบำบัดเยียวยา จาก https://forfreedominternational.com/th/about-us/
เกร็ดความรู้คู่สุขภาพ, โรงพยาบาลกรุงเทพ จาก https://www.bangkokhospital.com/th
คู่มือคลายเครียด ความรู้เรื่องความเครียด การป้องกันและแก้ไข ของ สมบัติ ตาปัญญา. พิมพ์ครั้งที่ 2 เหรียญบุญการพิมพ์ : กรุงเทพฯ2526

Read 480 times Last modified on Monday, 27 April 2020 11:52
Login to post comments
3.png1.png0.png1.png6.png6.png

จำนวนผู้เข้าชม

A- A A+

Follow Us      

1186171831643911861718052465    

X

Right Click

No right click