Article Army

Article Army (5)

 

นโยบายการฝึกศึกษาของ ทบ. ไปสู่การปฏิบัติตามภารกิจหน้าที่ความรับผิดชอบ
 โดย :  กองพัฒนาหลักนิยม ศูนย์พัฒนาหลักนิยมและยุทธศาสตร์ กรมยุทธศึกษาทหารบก (กพล.ศพย.ยศ.ทบ.)

 กองทัพบกยึดถือหลักนิยมหลัก(Capstone) ในเรื่องของหลักนิยมการรบอากาศ-พื้นดิน รส.100-5 เช่นเดียวกับ กองทัพบกสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีจุดเด่นในเรื่องของการสนธิพลังอำนาจการรบร่วม และการรบผสมเหล่า จึงมุ่งเน้นการเป็นฝ่ายครองความริเริ่ม มีความว่องไว และการประสานความสอดคล้องในการปฏิบัติ, การขยายผล และดำรงความลึก ความหนุนเนื่อง ตลอดพื้นที่โครงร่างสนามรบ รวมถึงระบบอากาศ-พื้นดินของ ทบ. หรือ Army Air-Ground System ซึ่งเป็นที่มาของการรบที่มีเครือข่ายศูนย์กลาง อย่างไรก็ตามสภาพแวดล้อมของโลกที่มีความสลับซ้อนและภัยคุกคามรูปแบบผสมเข้ามาเป็นปัจจัยนำเข้า (Input) ซึ่งเป็นความท้าทายต่อภารกิจและความรับผิดชอบในการจัดการเรียนการสอนกระบวนการคิดและวางแผนของโรงเรียนเสนาธิการทหารบกการเรียนการสอนจึงจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาปรับปรุงและประยุกต์หลักนิยมที่ทันสมัย สอดคล้องกับภารกิจของกองทัพบกในยุคปัจจุบันเข้ามาเสริม เพื่อให้ครอบคลุมและรองรับต่อภัยคุกคามทางพื้นดินทุกรูปแบบรวมถึงภัยคุกคามรูปแบบผสม ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่พัฒนาขึ้นมาท่ามกลางสภาพแวดล้อมของโลกที่มีความสลับซับซ้อน

 

 

อ่าน "นโยบายการฝึกศึกษาของ ทบ. ไปสู่การปฏิบัติตามภารกิจหน้าที่ความรับผิดชอบ" ฉบับเต็ม >>> คลิกที่นี่ <<<

HNN2

 

 

การพัฒนาหลักนิยมทางทหารของกองทัพบก
 โดย :  กองพัฒนาหลักนิยม ศูนย์พัฒนาหลักนิยมและยุทธศาสตร์ กรมยุทธศึกษาทหารบก (กพล.ศพย.ยศ.ทบ.)

การใช้หลักนิยมทางทหารจะไม่ใช่หลักประกันว่าจะประสบชัยชนะในสงครามเสมอไป แต่ฝ่ายที่ไม่ใช้หลักนิยมทางทหารมักจะเป็นฝ่ายที่พ่ายแพ้ และในทำนองเดียวกัน ถ้านำไปใช้ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์และสภาวะแวดล้อม ก็อาจประสบกับความล้มเหลวได้เช่นกัน”
การเขียนเนื้อหาเกี่ยวกับการพัฒนาหลักนิยม ในวารสารเสนาธิปั ตย์นั้น เคยมีผู้เขียนไว้ แต่ไม่มาก ผู้เขียนจึงขอนำเนื้อหาเกี่ยวกับการพัฒนาหลักนิยมที่ศูนย์พัฒนาหลักนิยมและยุทธศาสตร์ กรมยุทธศึกษาทหารบกเป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบมากล่าวไว้ เพื่อให้ผู้อ่านได้ติดตามอ่านประดับความรู้เพิ่มเติม มาติดตามเนื้อหากันเลยครับ

 

 

อ่าน "การพัฒนาหลักนิยมทางทหารของกองทัพบก" ฉบับเต็ม >>> คลิกที่นี่ <<<

HNN

 

เครียดอย่างไรไม่ทำร้ายตัวเอง

Author แผนกควบคุม กคช.กช.

เมื่อเราเครียด หัวใจจะเต้นถี่และแรงขึ้น ทำให้เราหายใจเร็วขึ้น รู้สึกคอแห้ง เหงื่อออก ซึ่ง คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์กับตัวเรา แต่นั่นขึ้นอยู่กับมุมมอง และการจัดการกับความเครียดของเราด้วย ถ้าเรามองว่าความเครียดเป็นสิ่งที่ไม่ดี ร่างกายก็จะตอบสนองว่าความเครียดคือสิ่งไม่ดี และในระยะยาวก็จะกลายเป็นโรคต่าง ๆ ที่เกิดจากความเครียดสะสม แต่ถ้าเรามองว่าความเครียดเป็นสัญญาณเตือนให้ร่างกายต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทาย ร่างกายก็จะตอบสนองต่อสิ่งที่เราคิดและเตรียมพร้อมรับมือกับความเครียดนั้นได้เป็นอย่างดี ความเครียดไม่ใช่สิ่งเลวร้าย แต่เป็นสัญญาณให้เราปรับเปลี่ยนเพื่อทำให้สถานการณ์ที่เราเจออยู่นั้นดีขึ้น

คำสำคัญ รับมือกับความเครียด, ความเครียดควบคุมได้, ประโยชน์จากความเครียด


ความเครียดมีทั้งประโยชน์และโทษ ความเครียดที่เป็นโทษนั้นเป็นความเครียดชนิดที่ เกินความจำเป็นเกินความสามารถที่ร่างกายจะรองรับอารมณ์นั้นได้ แทนที่จะเป็นประโยชน์แต่กลับเป็นอุปสรรคและอันตรายต่อชีวิต เมื่อเราตกอยู่ในภาวะความเครียด ร่างกายก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นสัญญาณต่าง ๆ เพื่อเตรียมพร้อมที่จะ “สู้” หรือ “หนี”
เมื่อชีวิตเราต้องเจอกับความเครียดในระยะสั้น ๆ นั้น เป็นสิ่งที่ดีเพราะมันจะเป็นการกระตุ้นและท้าทายเราให้เราทำสิ่งที่จำเป็นเพื่อตอบสนองความต้องการ
ความเครียดที่น่าเป็นห่วงคือความเครียดที่เกิดขึ้นในขณะที่เราไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไร เกิดขึ้นในขณะที่เราไม่มีตัวเลือกหรือหาทางออกไม่ได้
บทความนี้จะชี้ให้เห็นว่า เมื่อเราตกอยู่ในภาวะความเครียดเราจะมีวิธีการจัดการกับความเครียดนั้นอย่างไรและ ความเครียดไม่ใช่สิ่งที่ดีทั้งหมด แต่ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย หากเราเรียนรู้วิธีที่จะรับมือ กับความเครียดนั้นได้ เราจะไม่มองความเครียดว่ามันดีหรือไม่ดี แต่เราจะทำความรู้จักความเครียด ในมุมมองของผลกระทบ เรียนรู้วิธีจัดการกับความเครียด

 

ในชีวิตประจำวันเราทุกคนต่างก็ต้องพบเจอกับความเครียด แต่ละคนมีประสบการณ์ กับความเครียดในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ก่อนที่เราจะจัดการกับความเครียดได้นั้น เราควร จะเรียนรู้ก่อนว่า
“ความเครียดแท้จริงแล้วมันคืออะไร มันส่งผลกระทบกับเราอย่างไรบ้าง แล้วเราจะใช้ประโยชน์จากความเครียดได้อย่างไรบ้าง”

ความเครียดคืออะไร ?
ความเครียดคือสิ่งที่เกิดขึ้น จากความต้องการที่มีมากกว่าความสามารถในการรองรับ หรือ สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเรามีความต้องการ แต่ขาดปัจจัยหรือทรัพยากรในด้านต่างๆ ที่จะตอบสนองกับสิ่งที่เจอ เช่น เรามีงานมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบมากมาย แต่เรามีเวลาไม่เพียงพอ ความเครียดก็จะเกิดขึ้นเพราะเราต้องการที่จะทำงานให้เสร็จภายในเวลาที่จำกัด

อาการของความเครียด
ความเครียดคือการหดตัวของกล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่งหรือหลายส่วนของร่างกาย การศึกษาพบว่าทุกครั้งที่เรากำลังคิดหรือมีอารมณ์บางอย่างเกิดขึ้นกล้ามเนื้อจะมีการหดตัวและมีการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อแห่งใดแห่งหนึ่งในร่างกายเกิดขึ้นควบคู่เสมอ ในเวลาที่เราเครียด สมองเราจะหลั่งสาร Oxytocin ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทช่วยลดความเครียด และสาร Oxytocin ยังช่วยทำให้ หลอดเลือดผ่อนคลายและป้องกันผลร้ายที่เกิดจากความเครียดได้และรักษาแผลและทำให้เซลล์หัวใจแข็งแรงขึ้น งานวิจัยพบว่า สิ่งที่มีผลต่อความเครียด คือ มุมมองความคิดของเรา เพราะเป็นตัวกำหนดว่าร่างกายของเราจะตอบสนองต่อความเครียดอย่างไร สำหรับคนที่มีความเครียดมาก ๆ หรือ มีความกดดันสูงจะมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตถึง 43% ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้คนเสียชีวิตติดอันดับ แรก ๆ ซึ่งมากกว่าคนที่เป็นมะเร็งผิวหนัง คนที่ติดเชื้อเอดส์ หรือฆาตกรรม
แต่จะเกิดขึ้นเฉพาะคนที่มีมุมมองว่าความเครียดเป็นผลร้ายต่อร่างกายเท่านั้น ในขณะที่ คนที่มีความเครียดมาก ๆ แต่ไม่คิดว่าความเครียดมีผลเสียต่อร่างกายคนกลุ่มนี้กลับมีความเสี่ยงน้อย ที่จะเสียชีวิตน้อยพอ ๆ กับคนที่ไม่ค่อยเครียดหรือไม่กดดันตัวเอง

 

 “สมองเราพยายามมองหาสัญญาณอันตรายอยู่เสมอ เมื่อมีภัยหรือมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น "

"การตอบสนองต่อความเครียดจะเกิดขึ้นทันที”

ตัวอย่างเช่น
• อัตราการหายใจเร็วขึ้นเพื่อเพิ่มออกซิเจนไปเลี้ยงหัวใจ สมอง และกล้ามเนื้อมากขึ้น
• ความดันเลือดสูงขึ้น หัวใจเต้นเร็วและแรงขึ้น เพื่อสูบฉีดเลือดไปยังส่วนที่จำเป็นให้มากขึ้น
• ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น
• ระบบภูมิคุ้มกันทำงานหนักมากขึ้น ร่างกายหลั่งสารที่ทำให้เกิดการอักเสบมากขึ้น เพื่อต่อต้านสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรค
• เหงื่อออกเพื่อขับสารพิษที่ร่างกายผลิตขึ้นมา และเพื่อลดอุณหภูมิของร่างกาย
เมื่อเราอยู่ในภาวะเครียด กลไกลร่างกายของเราจะทำการตอบอย่างสนองอัตโนมัติ มันจะเป็นผลดีถ้าหากเป็นความเครียดในระยะสั้น ๆ เพราะทำให้เราเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์นั้นได้ แต่ถ้าหากเกิดความเครียดระยะยาวและเกิดขึ้นบ่อย ๆ ก็จะกลายเป็นความเครียดสะสมและ ทำร้ายตัวเอง
ปกติร่างกายเราจะปรับเปลี่ยนเพื่อให้เหมาะสมกับการอยู่รอด โดยจะตอบสนองต่อสิ่งเร้าหรือความเครียดได้หลายแบบ
การตอบสนองจะเกิดขึ้นเมื่อเราเจอกับสถานการณ์ที่มีผลต่อชีวิต สถานการณ์ที่ไม่มีทางเลือก หรือหาทางออกไม่ได้ จะทำให้จังหวะการเต้นของหัวใจเร็วขึ้น ความดันเลือดสูงขึ้นเหงื่อออก ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น หายใจเร็วขึ้น เราอาจมีอาการหมดสติหรือเป็นลม อาการก้าวเท้าไม่ออก เป็นต้น การตอบสนองนี้จะเกิดขึ้นในทันที เพื่อทำให้เราตัดสินใจสู้เพื่อปกป้องตนเองหรือวิ่งหนีไปจากสถานการณ์อันตรายเหล่านั้น

ความเครียดสะสม
ความเครียดในระยะสั้น ๆ นั้น เป็นสิ่งที่ดี เพราะเป็นการกระตุ้นและท้าทายให้เราทำสิ่งที่จำเป็นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการ เพราะความเครียดในระยะสั้นทำให้เรามีพลังที่จะเปลี่ยนแปลง ทำให้เรามุ่งมั่นและตั้งใจทำให้ดีขึ้น
แต่ความเครียดที่น่าเป็นห่วงคือความเครียดที่เกิดขึ้นในตอนที่เราไม่รู้ว่าจะจัดการกับมันได้ อย่างไร เกิดขึ้นในขณะที่เราไม่มีตัวเลือกหรือหาทางออกไม่ได้ เมื่อเรามีความเครียดสะสม ถ้าปล่อยไว้ในระยะยาวมันจะทำให้เกิดผลเสียและย้อนกลับมาทำร้ายเราได้ มันทำให้เรารู้สึกเหนื่อยล้า เกิดความกลัวกังวล รบกวนการทำงาน หรือแม้กระทั่งทำให้เราป่วย

“ความเครียดไม่ใช่ความรู้สึก แต่เป็นสัญญาณเตือน เป็นข้อมูลที่เราสามารถเอาไปใช้ประโยชน์เพื่อช่วยให้เราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้”

ประเมินความเครียด
ความเครียดเกิดขึ้น เมื่อเรารู้สึกว่ามีความกดดัน หรือรู้สึกว่าเราขาดหรือมีบางอย่างที่มีมากเกินไป เช่น มีเสียงดังรบกวน มีงานที่ต้องรับผิดชอบเยอะแต่มีเวลาไม่เพียงพอ การพักผ่อน ไม่เพียงพอ เป็นต้น ในเวลาที่เราเครียดเราจะเริ่มรู้สึกขาดความสามารถในการจัดการ รู้สึก ขาดการสนับสนุน รู้สึกโดดเดี่ยว สับสน ทำให้ขาดสมาธิ ดังนั้นก่อนที่เราจะควบคุมความเครียดได้ดีเราควรจะประเมินความเครียดเบื้องต้นของเราก่อน เพราะการประเมินตัวเองในแต่ละด้านจะช่วยให้เรารู้ตัวว่า เราควรปรับปรุงด้านไหนบ้าง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับความเครียด ก่อนที่ความเครียดจะสะสมและขยายทำให้เกิดปัญหาใหญ่ขึ้น
ข้อสำคัญ อย่าให้ผลการประเมินมันทำให้เรารู้สึกผิด หรือรู้สึกไม่ดี แต่ควรใช้ผลการประเมินเพื่อให้เรารู้ตัว เพื่อที่จะปรับตัวและทำให้สถานการณ์มันดีขึ้น
หัวข้อการประเมินความเครียด
• ด้านเวลา เรามีเวลาพอสำหรับการได้เล่นสนุกผ่อนคลาย การทำงานให้เสร็จไหม
• ด้านพลังงาน เราได้กินอิ่ม ได้นอนหลับ ได้ออกกำลังกายและพักผ่อนอย่างเพียงพอหรือเปล่า
• ด้านการเงิน เรามีพอสำหรับค่าใช้จ่ายหรือเก็บไว้ในยามฉุกเฉินหรือเปล่า
• ด้านสุขภาพ เราเจ็บป่วยบ่อยแค่ไหน สุขภาพแข็งแรงดีหรือเปล่า
• การสนับสนุนจากคนอื่นๆ เราคิดว่าเราได้รับการสนับสนุนจากคนรอบข้างในเรื่องที่เราต้องการหรือไม่
• การมีเป้าหมายในชีวิต เรารู้ว่าเรามีคุณค่าและความหมายของงานที่เราทำหรือไม่

 

 " บางคนต้องอาศัยความเครียดในการทำงาน ถ้าไม่เครียด ถ้างานไม่เร่งก็ไม่ยอมทำให้เสร็จ บางคนยอมรับตรงๆ ว่าทำงานได้ดีขึ้นในตอนที่กดดัน ”

“ เราเสพติดความเครียดกันหรือเปล่า ? ”

 

ให้เราลองตอบคำถามเหล่านี้
• ต้องรอให้ถึงนาทีสุดท้าย แล้วค่อยเริ่มทำงานหรือเปล่า?
• อยู่เฉยๆ ไม่ได้ ไม่เคยว่างงานเลยใช่ไหม?
• ต้องใช้เวลา 2-3 วัน กว่าที่จะเริ่มรู้สึกว่าได้พักผ่อนจริงๆ?
• นึกถึงงานในวันหยุดพักผ่อนหรือเปล่า?
• มักจะกังวล กลัวว่าจะลืมอะไรไปหรือเปล่า?
• รู้สึกเครียดในตอนที่ไม่มีมือถือหรือไม่มีคอมพิวเตอร์หรือเปล่า?
• นอนหลับยาก?
• รู้สึกว่ามีเวลาไม่พอสำหรับทำงานให้เสร็จหรือเปล่า?
• รู้สึกว่าทำงานในแต่ละวันได้น้อยกว่าที่คาดไว้?
• ไม่มีเวลาให้เพื่อน ไม่มีเวลาสำหรับงานอดิเรก?
• รู้สึกเหมือนต้องเปลี่ยน สลับไปทำโน่นนี่อยู่ตลอดเวลา?
• ยากที่จะรอคนอื่นพูดให้จบก่อน อยากขัดจังหวะ?
• หยุดถามได้แล้ว อยากอ่านต่อ?
หากคำตอบของเรามีมากกว่า 50% นั่นเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเรากำลังเสพติดความเครียดโดยไม่รู้ตัว

 

 

วิธีการจัดการ ควบคุม ความเครียด
การทำให้ร่างกายทนทานต่อความเครียด โดยการเปลี่ยนมุมมองความคิดเกี่ยวกับความเครียดให้เป็นมุมมองในด้านบวก เติมพลังงานด้านบวกกลับคืนให้สมอง ทำให้สมองของเรากลับมาทำงานได้ตามปกติ หากเราไม่สามารถเปลี่ยนมุมมองความคิดได้ เราต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมความเครียด ซึ่งมีด้วยกันหลายวิธี เช่น
การบำบัดเยียวยา
เราสามารถใช้วิธีนี้สำหรับอะไรได้บ้าง?
• การขจัดอารมณ์ที่ไม่ดีต่อสุขภาพจิต
• การบำบัดเรื่องในอดีต เช่น เรื่องกระทบกระเทือนทางจิตใจ การตกเป็นเหยื่อของการกระทำไม่ดี
• การบำบัดเรื่องในปัจจุบัน เช่นเรื่องความบอบช้ำในจิตใจ
• การเสริมสร้างให้จิตใจและจิตวิญาณของเราเข้มแข็ง

 


การปรับอารมณ์ให้ดีขึ้น
หลังจากที่ใจเราสงบลง ในขั้นตอนต่อไปคือการยกระดับ การปรับเปลี่ยนความสนใจของเรา เพื่อเปลี่ยนอารมณ์ของเราให้ดีขึ้น คือการคิดบวกและให้มองโลกในแง่ดี เมื่อเรารู้สึกยินดีหรือขอบคุณแล้ว เคมีในสมองเราจะเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ ฮอร์โมนส์ความเครียดทั้งหลายจะลดระดับลง ภูมิต้านทานจะทำงานดีขึ้น ทำให้เรามีสติมากขึ้น คิดได้ดีขึ้น ทำให้เรามี ความยืดหยุ่นและไม่ท้อแท้ง่าย ๆ มีกำลังใจและกลับมาต่อสู้ได้อีกครั้ง
วิธีง่าย ๆ ที่จะช่วยให้เรารู้สึกยินดีหรือเปลี่ยนอารมณ์ให้ดีขึ้น เราสามารถทำได้โดยการนึกถึงคนที่เรารัก คนที่มีพระคุณต่อเรา สิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ความรัก ความสำเร็จที่เคยทำมา หรือธรรมชาติ เมื่อเราพุ่งความสนใจไปยังสิ่งเหล่านี้ จะทำให้เรารู้สึกดีมากขึ้น เราจะสังเกตได้ว่าเราอารมณ์ดีมากขึ้น
ช่วงเวลาที่เราคิดทบทวนและเติมพลังให้สมอง ไม่ใช่ว่าเราต้องการที่จะปล่อยวางหรือ ทิ้งปัญหา แต่เป็นการเปลี่ยนมุมมองของเราที่มีต่อความท้าทายนั้น ซึ่งจะช่วยทำให้เราสามารถจัดการกับปัญหาได้ดีขึ้น

 

เปลี่ยนมุมมองความเครียด


เราสามารถเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อความเครียดและทำให้ร่างกายตอบสนองตามที่เราคิดได้ เวลาที่เราต้องเจอความกดดัน ร่างกายเราจะตอบสนองอัตโนมัติ ทำให้หัวใจเต้นถี่และแรงขึ้น หายใจเร็วขึ้นคอแห้ง ริมฝีปากแห้ง เหงื่อออก ท้องเย็นวูบ หรือท้องปั่นป่วน อาการเหล่านี้คือความกลัว หรือเป็นอาการของคนที่ไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์กดดันได้
ถ้าเราสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่กดดันได้ หากเราลองมองความเครียดในแบบใหม่ เพียงแค่เราเชื่อว่าเราสามารถรับมือกับมันได้ ให้ลองเราคิดว่าหัวใจที่เต้นเร็วขึ้นมันจะทำให้มีเลือด ไปเลี้ยงร่างกายมากขึ้น ทำให้เรามีพลังมากพอที่จะรับมือกับสถานการณ์นั้นได้ และการที่เราหายใจเร็วขึ้น ก็จะทำให้หัวใจและสมองได้รับออกซิเจนมากขึ้น ลองมองในมุมของผลกระทบที่มันเกิดขึ้น ความเครียดกระตุ้นให้เราลงมือทำ ความเครียดทำให้เราเหนื่อยล้าจากการที่เราไม่สามารถจัดการแก้ไขหรือหาทางออกได้
ถ้าเรารับมือกับความเครียดได้ ร่างกายเราก็จะผ่อนคลาย และจะมีสภาวะเช่นเดียวกับ ตอนที่เรามีความสุข ซึ่งมันจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคหัวใจวาย
ยกตัวอย่างเช่น การทำงาน หากงานนั้นมันมีความหมายกับเราเป็นงานที่เรารักและเราเชื่อว่าจะรับมือกับความกดดันและทำงานนั้นได้สำเร็จ ความกดดันและความเครียดก็จะไม่ทำลายสุขภาพของเรา

 

เราเครียดเพราะว่าเรารัก

ถ้าเรารู้ว่าเรากำลังมีความเครียด ก็แสดงว่าร่างกายเรายังปกติ เราควรจะรู้สึกขอบคุณที่เรารู้ตัวว่าเครียด ที่เราเครียดเกิดจากการที่เรารักใครสักคนเพราะเราเป็นห่วงคนที่เรารัก ไม่ว่าจะเป็น คนในครอบครัว เพื่อนสนิท เพื่อนร่วมงาน ถ้าเราไม่รักเราก็ไม่มีความเครียด
หากเรามีมุมมองที่ดีความเครียดจะทำให้เรามีพลังลุกขึ้นมาสู้ ทำให้เราปรับตัวเปลี่ยนแปลง เพื่อทำให้สถานการณ์ ดีขึ้นทำให้เราสนใจสิ่งที่มันสำคัญกับเรามากที่สุด
ความเครียดที่เกิดขึ้นนั้น เป็นสัญญาณที่บอกให้เราเตรียมพร้อมให้สามารถจะจัดการกับความเครียดได้ ความเครียดไม่ใช่สิ่งเลวร้าย แต่มันเป็นสัญญาณให้เราปรับเปลี่ยนเพื่อทำให้สถานการณ์ดีขึ้น หากเราใช้ความเครียดเป็นพลัง เราจะรู้จักใช้มันให้เกิดประโยชน์ ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น
ตราบใดที่เรายังเชื่อว่าเราหาทางออกได้ หาทางแก้ไขได้ เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้ ก็จะ ทำให้เรามีพลัง ทำให้เราเปลี่ยนความเครียดให้เป็นพลังได้ ความเครียดเป็นตัวบอกให้เรา ลดความต้องการลง หรือเพิ่มความสามารถในการรองรับของเราให้มากขึ้น เพื่อทำให้ทุกอย่างกลับมา อยู่ในภาวะปกติ ช่วยให้เราสามารถควบคุมสถานการณ์ได้
ดังนั้น ตอนที่เราสังเกตว่ามีความเครียดเกิดขึ้น เราจะต้องทำความเข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น และเรารู้สึกว่าความต้องการมันมีมากเกินความสามารถที่เรารองรับได้หรือไม่ ให้สังเกตว่าความเครียดต้องการจะบอกอะไรเรา การสงสัย การสังเกต จะทำให้เรารู้ทันอารมณ์ของเราและสามารถเปลี่ยนทัศนคติ หยุดความเครียดสะสมแล้วทำความเข้าใจสถานการณ์ที่กิดขึ้น ทำความเข้าใจที่มาของความเครียด จากนั้นเราจะรู้สึกยินดีและขอบคุณ เพราะความเครียดไม่ได้ตั้งใจทำร้ายเรา

ความเครียด คนส่วนใหญ่มักจะมองว่าความเครียดคือศัตรู ทำให้เราต้องการหลีกเลี่ยง แต่ความจริงแล้วความเครียดมันจะส่งผลร้ายกับเราได้เฉพาะกรณีที่เราเชื่ออย่างนั้น
ในแต่ละวันที่เราต้องเจอกับสิ่งร้ายๆ ความจำเป็นที่เราจะต้องแก้ไขปัญหา การเปลี่ยนแปลง การต้องเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่เผชิญกับความเครียด สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้
มันจะดึงความสนใจและทำให้เราต้องตอบสนองต่อสิ่งนั้นตลอดเวลาโดยที่เราไม่รู้ตัว ทำให้สมองสูญเสียพลังงานด้านบวก
ดังนั้น เราควรเปลี่ยนมุมมองต่อความเครียดใหม่ มองว่าความเครียดเป็นเรื่องดี เราต้องเชื่อว่าร่างกายเราถูกสร้างและวิวัฒนาการเพื่อให้รองรับสถานการณ์ที่กดดัน ทำให้เราเข้าสังคม เข้าหา คนอื่นเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เมื่อเราใช้เวลานั่งลงและคิดทบทวนเปลี่ยนมุมมองความคิด ก็จะช่วยให้เราเติมพลังงานด้านบวกให้กับตัวเอง จะช่วยให้เราทนทานต่อสิ่งร้าย ๆ ได้ ความเครียดไม่ได้ส่งผลเสียกับเราเสมอไปเพราะความเครียดช่วยกระตุ้นให้เราลงมือทำงานให้เสร็จ

“ความเครียดไม่มีเลยก็ไม่ได้ แต่มีมากเกินไปก็ไม่ดี ความเครียดมันไม่หนีไปไหน มันจะอยู่กับเราตลอดไป เราจึงควรใช้ความเครียดให้เกิดประโยชน์”

 

(แหล่งอ้างอิง)
การบำบัดเยียวยา จาก https://forfreedominternational.com/th/about-us/
เกร็ดความรู้คู่สุขภาพ, โรงพยาบาลกรุงเทพ จาก https://www.bangkokhospital.com/th
คู่มือคลายเครียด ความรู้เรื่องความเครียด การป้องกันและแก้ไข ของ สมบัติ ตาปัญญา. พิมพ์ครั้งที่ 2 เหรียญบุญการพิมพ์ : กรุงเทพฯ2526

ในอดีตประเทศไทยได้เผชิญกับภัยคุกคามรูปแบบเก่า (Traditional Threat) ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 (พ.ศ. 2457 - 2461) สงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2482 - 2488) และสงครามเย็น (พ.ศ. 2488 - 2534) ควบคู่กับสงครามคอมมิวนิสต์ (พ.ศ. 2508 - 2526) ซึ่งเป็นการใช้กำลังทางทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์และการต่อสู้ทางความคิดเพื่อขยายอาณาเขตและปกป้องรักษาผลประโยชน์ของชาติ ทั้งนี้ ทบ. โดย กร.ทบ. ได้ใช้งานด้านกิจการพลเรือนในการขับเคลื่อนเครือข่ายภาคประชาสังคมสร้างจิตสำนึกอุดมการณ์รักชาติเกิดการผนึกกำลังของประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนการปฏิบัติทางทหาร ในการเกณฑ์และฝึกยุทธวิธีเข้าต่อสู้ให้เอาชนะศัตรูร่วมกับเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง หลังสิ้นสุดสงครามเย็นจนถึงปัจจุบัน ภัยคุกคามได้ถูกพัฒนามาสู่การเป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ (Non-traditional Threat) ซึ่งมีลักษณะแย่งชิงผลประโยชน์ซับซ้อนเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายไปทั่วทุกพื้นที่ของปัญหาต่างๆ มีความซับซ้อนจนถึงขั้นรุนแรงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนและยากที่จะหาแนวทางในการรับมือให้ประเทศอยู่รอดปลอดภัยจึงต้องใช้กำลังทหารเข้ายุติปัญหาเพื่อลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้น และด้วยงานด้านความมั่นคงเป็นเรื่องยากที่จะแก้ไข จึงเป็นที่มาของการสร้างนวัตกรรมองค์ความรู้ ตัวแบบ/แนวทางกลไกการขับเคลื่อนไปใช้ “ทุนปรัชญาเพื่อความมั่นคง (ทปค.)” ขึ้นมาเพื่อช่วยแก้ปัญหาและเป็นแนวทางในการสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนทั้งประเทศได้ตระหนักถึงการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาภัยคุกคามรูปแบบใหม่ กล่าวได้ว่างานกิจการพลเรือนนั้นเป็นงานที่ละเอียดอ่อน มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาคน พัฒนาสังคม และการพัฒนาประเทศ จึงจำเป็นต้องมีวิธีการปฏิบัติที่เหมาะสม โดยมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์เพียงพอที่จะสามารถนำพาสังคมไปสู่จุดมุ่งหมายที่ต้องการมีเครือข่ายภาคประชาสังคมในทุกพื้นที่ สร้างความร่วมมือระหว่างกันในวงกว้าง และมีทรัพยากรในรูปแบบต่างๆเข้ามาสนับสนุนให้การดำเนินงานไปสู่ผลสัมฤทธิ์เพื่อให้บรรลุภารกิจของกองทัพในการเสริมสร้างความมั่นคงของชาติได้อย่างยั่งยืนต่อไป

จากนโยบายสู่การปฏิบัติได้ กร.ทบ. สร้างการมีส่วนร่วมดำเนินโครงการ “รู้รักสามัคคี เพราะเราคือพี่น้องกัน” ได้น้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทานของ ในหลวงรัชกาลที่ 9 “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” และปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในการขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพใน จชต. อย่างแท้จริงและลดความสูญเสียได้มากที่สุด ก็คือ “การสร้างความเข้าใจ” ควบคู่ไปกับ “การสร้างสังคมพหุวัฒนธรรม”   

ทปค.16

ในการริเริ่มแนวความคิดใหม่ การขับเคลื่อนงานด้านมวลชน สนับสนุนการแก้ไขปัญหา จชต. ด้วนการนำร่องสร้างโมเดลการดำเนินงานจิตอาสาเพื่อความมั่นคง (จสค.) ในพื้นที่ จชต. ให้คนในพื้นที่ขับเคลื่อนและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชุมชนด้วยเครือข่ายจิตอาสาประชาสังคมพื้นที่ จชต. ในรูปแบบคณะทำงานดำเนินโครงการ “รู้รักสามัคคี เพราะเราคือพี่น้องกัน” ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2559 เป็นต้นมา ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา (มรย.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (มอ.ปัตตานี) และมหาวิทยาลัยราชนครินทร์ (มมร.) มหาวิทยลัยราชภัฏสงขลา (ม.ราชภัฏสงขลา) และมหาวิทยาลัยฟาฏอนี (ม.ฟาฏอนี) ,นักศึกษาในชมรมพัฒนาของมหาวิทยาลัยดังกล่าว/สหพันธ์นักเรียนนักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สส.ชต.) ที่เป็นองค์กรอิสระเพื่อสันติภาพ ใน จชต. และชมรมพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (พสบ.จชต.)/ภาคเอกชนที่มีศักยภาพ และจัดประชุมร่วมกับ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ในพื้นที่ ค่ายสิรินธร จว.ป.น และ ทบ./ศปก.ทบ. เพื่อสร้างความเข้าใจในการดำเนินงานจิตอาสาเพื่อความมั่นคงร่วมกัน ตามโครงการรู้รักสามัคคี เพราะเราคือพี่น้องกัน ด้วยจิตอาสา เพื่อประโยชน์ของชาติบ้านเมือง และร่วมกันขับเคลื่อนตามแนวความคิด จสค. โดยใช้กิจกรรม/งบประมาณ ตามโครงการฯ ของ ฝกร.ศปก.ทบ. โดยมีอาจารย์ของสถาบันอุดมศึกษาข้างต้นเป็นผู้ขับเคลื่อนหลักในแต่ละพื้นที่ จชต. เพื่อนำกลุ่มเป้าหมายที่ส่วนใหญ่เป็นเยาวชนมาร่วมโครงการฯ และขยายผลไปสู่กลุ่มเป้าหมายในทุกระดับอย่างค่อยเป็นค่อยไป

การขับเคลื่อนโครงการ “รู้รักสามัคคี เพราะเราคือพี่น้องกัน” ได้ต่อยอดแนวความคิดโดยเริ่มแนวความคิดใหม่ในการขับเคลื่อนงานด้านมวลชน สนับสนุนการแก้ไขปัญหา จชต. ตามตัวแบบทุนปรัชญาเพื่อความมั่นคง (ทปค.) ซึ่งเป็นกลไกการขับเคลื่อนงานด้านมวลชน ประกอบด้วย 3 ทุน ได้แก่

ทปค.5

1) ทุนทางปัญญา (Intellectual-Capital-:-IC)   เป็นเครือข่ายผู้นำองค์ความรู้มีความสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมตัวแบบสู่ภาคปฏิบัติการ เช่น ครู อาจารย์ นักวิชาการ ปราชญ์ชาวบ้าน บัณฑิตอาสา ภูมิปัญญาท้องถิ่น ผู้มีประสบการณ์ ฯลฯ ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาผู้ให้คำแนะนำ ทุกภาคส่วนโดยแปลงปัญญาไปสู่แผนการปฏิบัติงานในชุมชนให้นำไปใช้ให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้

2) ทุนทางสังคม (Social Capital : SC) เป็นเครือข่ายจิตอาสาประชาสังคมทุกภาคส่วน เช่น ผู้นำเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ข้าราชการท้องถิ่น ชุมชนระดับหมู่บ้านและตำบล ฯลฯ ทำหน้าที่ร่วมกันขับเคลื่อนการปฏิบัติตามแผนพัฒนา ด้านความมั่นคง สร้างความรู้สึกที่ดี และอัตลักษณ์ด้วยความคิดสร้างสรรค์บนพื้นฐานแห่งการยอมรับ ความไว้วางใจ   ความสามัคคี

3) ทุนทรัพย์ (Asset-Capital-:-AC) เป็นทรัพยากรในพื้นที่ทั้งปวง ที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน รวมพลัง  แห่งจิตอาสา เครือข่ายร่วมทั้งภาครัฐเอกชนและประชาชนที่มีศักยภาพ เช่น วัสดุ สิ่งของ แรงกายแรงใจ กำลังใจ งบประมาณ ฯลฯ เพื่อนำทรัพยากรเหล่านี้มาใช้สนับสนุนการแก้ปัญหาตามแผนปฏิบัติงานที่กำหนดไว้ และเป็นไปตามความต้องการของชุมชน

การขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติครั้งแรกเริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2559 - 2560 โดยการขับเคลื่อนแนวทาง ทปค. โดยการจัดค่ายพหุวัฒนธรรม เวทีประชาคม และดำเนินงานพัฒนาด้านความมั่นคง ในพื้นที่ อ.ศรีสาคร จว.น.ธ. นำข้อมูลและความต้องการของประชาชนและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ใน จชต. มาทบทวนการปฏิบัติและพัฒนาสร้างกิจกรรมการมีส่วนร่วมสนับสนุนการแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงระดับชุมชนให้สอดคล้องตรงกับความต้องการของประชาชนในชุมชน

เมื่อ พ.ศ. 2561 พัฒนาแนวทาง ทปค. ในโครงการเยาวชนจิตอาสาป้องกันภัยยาเสพติด และโครงการปรับปรุงฐานปฏิบัติการชุดคุ้มครองตำบล ในพื้นที่ ต.ท่าสาป อ.เมือง จว.ย.ล. ซึ่งเป็นพื้นที่นำร่องในพื้นที่ จชต.ประกอบด้วย 1) ทุนทางปัญญา โดยอาจารย์ มรภ. ยะลา ทำหน้าที่จัดประชุม สร้างความเข้าใจ ฯลฯ 2) ทุนทางสังคม โดยชมรมต้นกล้า มรภ. ยะลา สหพันธ์นักเรียน นักศึกษาเพื่อสันติภาพ จชต. ทำหน้าที่ริเริ่มเขียนโครงการฯ และจัดกิจกรรม 3) ทุนทรัพย์โดยชมรมพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร จชต. ทำหน้าที่สนับสนุน วัสดุ อุปกรณ์ งบประมาณ ฯลฯ และร่วมกิจกรรม จนเกิดเป็นรูปธรรมอย่างมีผลสัมฤทธิ์ เมื่อ 11 ก.ย. 2561 และขยายผลต่อเนื่องตามบริบทต่อไป

เมื่อ มิ.ย. - ส.ค. 2561 เกิดการขยายผลตามตัวแบบ ทปค. ต่อไปในโครงการ “เยาวชนป้องกันต้านภัยยาเสพติด” ในพื้นที่ ต.เขื่อนบางลาง อ.บันนังสตา จว.ย.ล. โดยเครือข่ายจิตอาสาประชาสังคม จ.ยะลา เป็นผลสัมฤทธิ์อย่างต่อเนื่อง

เมื่อ ต.ค. 2561 - พ.ค. 2562 เกิดการพัฒนาขยายผลตามตัวแบบ ทปค. ต่อไปในโครงการกิจกรรม “จัดค่ายเครือข่ายจิตอาสาประชาสังคม” ในพื้นที่ 3 จชต. ได้แก่ จว.ย.ล., จว.ป.น. และ จว.น.ธ. โดยนำร่อง 90 ตำบล จังหวัดละ 30 ตำบล ภารกิจที่สำคัญ ได้แก่ การฝึกปฏิบัติการเขียนแผนปฏิบัติการป้องกันภัยยาเสพติด มุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายในตำบลของตนเอง โดยใช้งบประมาณอย่างประหยัดและคุ้มค่า

เมื่อ มิ.ย. - ส.ค. 2562 เกิดการขยายผลตามตัวแบบ ทปค. ต่อไปโดยผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมจากการจัดค่ายเครือข่ายจิตอาสาประชาสังคมได้บูรณาการสร้างความเข้าใจประกอบการขับเคลื่อนร่วมกับสภาสันติสุขตำบลในตำบลของตนเองจนเกิดผลสัมฤทธิ์ ประกอบด้วย 1) จว.น.ธ. 3 ตำบล ได้แก่ 1.1) โครงการ “เพื่อนช่วยเพื่อน (น้ำดีไล่น้ำเสีย) ป้องกันยาเสพติด” ต.สากอ อ.สุไหงปาดี 1.2) โครงการ “อบรมพหุวัฒนธรรมป้องกันภัยยาเสพติด” ต.บางนาค อ.เมือง และ 1.3) โครงการ “ครอบครัวอบอุ่นป้องกันภัยยาเสพติด” ต.ปุโยะ อ.สุไหงโกลก 2) จว.ย.ล. ได้แก่ โครงการ “จิตอาสาเพื่อความมั่นคงร่วมใจต้านภัยยาเสพติด” ต.บันนังสตา อ.บันนังสตา และ 3) จว.ป.น. ได้แก่ โครงการ “เยาวชนวัยใสดำเนินชีวิตที่สมวัยห่างไกลยาเสพติดเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด”ต.ทรายขาว อ.โคกโพธิ์ และขับเคลื่อนต่อจนถึงปัจจุบัน ส่วนอีก 85 ตำบลอยู่ระหว่างการขับเคลื่อน ซึ่งนับว่านวัตกรรมดังกล่าวสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงและส่งผลถึงความยั่งยืน

ตั้งแต่ ธ.ค. 2562 จนถึงปัจจุบัน มีการขยายผลตามตัวแบบ ทปค. โดยการกำหนดให้จัดทำแผนปฏิบัติป้องกันภัยคุกคามเพิ่มเติม พื้นที่ จชต.ใน 90 ตำบลนำร่องได้แก่ 1) การสร้างเครือข่ายจิตอาสาประชาสังคมให้มีส่วนร่วมรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ระดับหมู่บ้านและตำบล แก่ชุดคุ้มครองตำบล (ชคต.) และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) 2) การส่งเสริมเยาวชนนอกระบบให้มีการศึกษา 3) การส่งเสริมการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม 4) การป้องกันปัญหายาเสพติดต่อเนื่องจากปีที่แล้ว ทั้งนี้กำลังอยู่ระหว่างการขับเคลื่อนให้เกิดเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

1 90

ปัจจุบันนี้ จากตัวอย่างการปฏิบัติงานตามตัวแบบ ทปค. ในพื้นที่ จชต. ที่สัมฤทธิ์ผลมาแล้ว ได้ขยายผลไปยังพื้นที่กองกำลังป้องกันชายแดน (กกล.ป้องกันชายแดน) ครอบคลุมพื้นที่ความมั่นคงทั้งประเทศ และเป็นที่น่ายินดีว่าปัจจุบันเกิดผลสัมฤทธิ์แล้ว 3 ตำบล ได้แก่ พื้นที่กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี “โครงการป้องกันยาเสพติด”ต.ดอนตาล อ.ดอนตาล จว.ม.ห. และพื้นที่กองกำลังผาเมือง “โครงการแข่งขันกีฬาฟุตบอลต้านยาเสพติด เจ้าพ่อบ้านอิงคัพ”และโครงการสายธารร่วมใจสร้างฝายมีชีวิต ต.งอบ อ.ทุ่งช้าง จว.น.น นอกจากนี้ยังอยู่ในระหว่างการขับเคลื่อนอีก 320 ตำบลชายแดนให้เกิดเป็นรูปธรรมในเร็ววันนี้

ทั้งนี้จากผลการดำเนินงานขับเคลื่อนเครือข่ายประชาสังคมตั้งแต่ปี 2559 - 2561 ที่ผ่านมานั้นเกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปแล้ว กร.ทบ./ฝกร.ศปก.ทบ. ได้รับรางวัลเลิศรัฐ “ระดับดี” สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประเภทรางวัลสัมฤทธิ์ผลประชาชนมีสวนร่วมประจำปี พ.ศ. 2562 ซึ่งจะเป็นแนวทางในการสร้างเครือข่ายจิตอาสาประชาสังคมให้มีส่วนร่วมในการดำเนินงานพัฒนาสนับสนุนการแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงกับทุกหน่วยงานและขยายผลไปสู่งานพัฒนาอื่นๆ ได้อย่างยั่งยืน

hybrid v2

การต่อต้านการก่อการร้าย, อาวุธอานุภาพทำลายล้างสูง และภัยคุกคามในแบบลูกผสม Counterterrorism, WMD & Hybrid Threat

การก่อการร้าย ได้ถูกพัฒนาจนเป็นกลยุทธ์ที่เป็นที่นิยมสำหรับกลุ่มหัวรุนแรงทั่วโลก และส่งผลกระทบต่อผู้คนนับล้านไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม โดยใช้วิธีการหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการใช้ความรุนแรงที่ผิดกฎหมาย หรือการข่มขู่ เพื่อสร้างความหวาดกลัว และบีบบังคับให้รัฐบาลหรือสังคม ได้รับรู้ถึงอุดมการณ์ทางการเมือง สังคม อาชญากรรม เศรษฐกิจ และความเชื่อทางศาสนาต่างๆ ของกลุ่มผู้ก่อการร้าย

Terrorism has evolved as a preferred tactic for ideological extremists around the world, directly or indirectly affecting millions of people. Terrorists use many forms of unlawful violence or threats of violence to instill fear and coerce governments or societies to further a variety of political, social, criminal, economic, and religious ideologies.

hybrid v2

ภัยคุกคามในรูปแบบลูกผสม มีลักษณะที่หลากหลายและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยใช้กำลังตามแบบ กำลังไม่ตามแบบ รวมไปถึงองค์ประกอบต่างๆ ของการก่ออาชญากรรมอย่างผสมผสานกัน ทั้งนี้เพื่อให้ได้รับผลประโยชน์หรือบรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการ

A hybrid threat is the diverse and dynamic combination of regular forces, irregular forces, and/or criminal elements all unified to achieve mutually-benefiting effects.

การต่อต้านการก่อการร้าย คือ กิจกรรมและการปฏิบัติการที่ถูกพัฒนาขึ้น เพื่อเอาชนะองค์กรและเครือข่ายของผู้ก่อการร้าย โดยมีวัตถุประสงค์ให้กลุ่มผู้ก่อการร้ายไม่สามารถปลูกฝังความกลัว และไร้ซึ่งอำนาจในการบีบบังคับรัฐบาล หรือสังคมเพื่อบรรลุเป้าหมายของกลุ่มดังกล่าว

Counterterrorism activities and operations are taken to neutralize terrorists, their organizations, and networks in order to render them incapable of using violence to instill fear and coerce governments or societies to achieve their goals.

อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง คืออาวุธเคมี ชีวะ รังสี นิวเคลียร์ (คชรน.) หรืออาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ซึ่งสามารถก่อให้เกิดผู้เสียชีวิตและความเสียหายอย่างมากได้

Weapons of mass destruction (WMD) are chemical, biological, radiological, or nuclear (CBRN) weapons or devices capable of a high order of destruction and/or causing mass casualties.

Image

โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญยิ่ง คือ หน่วยงาน สิ่งปลูกสร้าง สิ่งอำนวยความสะดวก หรือทรัพย์สินของชาติ ที่เป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำเนินการทางโครงสร้างของเศรษฐกิจและสังคม

Critical infrastructure is a term used by governments to describe assets that are essential for the functioning of a society and economy - the infrastructure.

Image

การป้องกัน คือ การรักษา ประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการอยู่รอด ของสิ่งที่เกี่ยวข้องกับทางทหารและที่มิใช่ทางทหารในด้าน กำลังพล, ยุทโธปกรณ์, สิ่งอำนวยความสะดวก, ข้อมูลข่าวสาร และโครงสร้างพื้นฐาน ที่มีที่ตั้งอยู่ทั้งภายในหรือภายนอกขอบเขตของพื้นที่ปฏิบัติการ

Protection is the preservation of the effectiveness and survivability of mission-related military and nonmilitary personnel, equipment, facilities, information, and infrastructure deployed or located within or outside the boundaries of a given operational area.

Image

การบริหารจัดการผลกระทบ หมายถึงมาตรการป้องกัน ด้านสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน, การฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภคที่สำคัญ และให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินแก่ภาครัฐ, ภาคธุรกิจ และพลเรือนทั่วไปที่ได้รับผลกระทบจากการก่อการร้าย

Consequence management refers to measures to protect public health and safety, restore essential government services, and provide emergency relief to governments, businesses, and individuals affected by the consequences of terrorism....

ดาวน์โหลด
2.png4.png3.png7.png3.png0.png

จำนวนผู้เข้าชม

A- A A+

Follow Us      

1186171831643911861718052465    

X

Right Click

No right click