Tag: SocialMediaWarfare

Hot-News, บทความทั่วไป

นักรบหรือเหยื่อ ทหารยุคใหม่ในสงครามโซเชียลมีเดีย

นักรบ หรือ เหยื่อ: ทหารยุคใหม่ในสงครามโซเชียลมีเดีย

WARRIORS OR VICTIMS: New-Gen Soldiers in Social Media Warfare

พ.อ.หญิง ดร. นุสรา วรภัทราทร

ประจำ ยก.ทบ./หน.ฝ่ายแผนการสร้างการรับรู้ ศูนย์ประสานงานสารนิเทศ ศปก.ทบ.

……………………………………………………………

บทนำ

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 52 บัญญัติไว้ว่า รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิ อธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพื่อประโยชน์แห่งการนี้รัฐต้องจัดให้มี การทหาร การทูต และการข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพ กำลังทหารให้ใช้เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศด้วย นอกจากนี้ในมิติด้านความมั่นคงแล้ว ในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับการอย่างกว้างขวางว่า สื่อสังคมออนไลน์ หรือโซเชียลมีเดียเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยของชาติอย่างมาก มีการใช้โซเชียลมีเดียปลุกระดม สร้างความแตกแยกเกลียดชัง หรือแม้กระทั่งปลุกกระแสการก่อการจลาจลได้ ยกตัวอย่างเหตุการณ์ความวุ่นวายของกลุ่มชุมนุมสนับสนุนประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ บุกเข้าไปภายในอาคารรัฐสภา หวังกดดันสภาคองเกรสไม่ให้ลงมติรับรองชัยชนะการเลือกตั้งของโจ ไบเดน ต่อมาทวิตเตอร์ และเฟซบุ๊ก ตัดสินใจระงับบัญชีของประธานนาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยระบุว่ามีการละเมิดเงื่อนไขการใช้งาน องค์กรด้านสิทธิพลเมือง The Anti-Defamation League และ Color of Change ออกมาเรียกร้องให้บริษัทสื่อต่างๆ แบนบัญชีของทรัมป์ เป็นการถาวร

กว่า 50 ปีที่แล้ว ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับสงครามสมัยใหม่ หรือศัตรูของประเทศ คือการแทรกซึมและยุแหย่ให้แตกความสามัคคี “ในปัจจุบันนี้ ศัตรูของเรามาในรูปแบบการก่อการร้าย มาด้วยอาวุธก็มาก แต่มาในรูปการก่อการร้ายด้วยการยุยงให้แตกแยกกันก็มากเหมือนกัน และไม่ใช่ตามชายแดน ในเมืองใหญ่ๆ ในภาคต่าง ๆ ทุกภาค แม้แต่ภาคกลางนี้ แม้แต่กรุงเทพฯ นี้ ก็มีการแทรกซึมและยุแหย่ให้เกิดแตกสามัคคี ให้เกิดความยุ่งยากเป็นสงครมสมัยใหม่…ขอให้พิจารณาดู ถ้าทุกคนเข้มแข็ง มุ่งหน้าที่จะเรียน และมุ่งหน้าที่จะตั้งตัวเป็นคนดี ก็เท่ากับทุกคนเป็นทหารทั้งชายหญิง ช่วยบ้านเมืองให้ดำรงอยู่ และเมื่อบ้านเมืองดำรงอยู่แล้ว เอกชนทุกคนก็จะอยู่ด้วยได้ความผาสุก” (พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร พระราชทานแก่คณะกรรมการจัดงานชุมนุมนักศึกษาชาวเหนือ ‘ชาวเหนือบอล’ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน วันที่ 31 มีนาคม 2513) ความมุ่งหมายของบทความนี้ เพื่อสะท้อนให้ผู้อ่านได้ตระหนักรู้ถึงภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่แฝงมากับโซเชียลมีเดีย สามารถใช้สื่อโซเชียลอย่างสร้างสรรค์ รู้เท่าทันโลกออนไลน์ ป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการใช้โซเชียลมีเดียอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์

พื้นที่การรบครบจบในที่เดียวกับสงครามโซเชียลมีเดียที่ไม่อาจมองข้าม:

          ในอดีตช่วงยุคล่าอาณานิคม มีคำกล่าวว่า ใครได้ครองน่านน้ำคนนั้นได้ครองโลก ต่อมาในยุคสงครามเย็น กล่าวกันว่า ใครได้ครองห้วงอวกาศคนนั้นได้ครองโลก ปัจจุบันหลายฝ่ายเชื่อว่า ใครได้ครองโซเชียลเน็ตเวิร์ก คนนั้นต่างหากที่ได้ครองโลก สงครามในทุกยุคมีรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาวการณ์ พื้นที่ปฏิบัติการรบ (Operation Domains) แบบดั้งเดิมประกอบด้วย 1) พื้นที่การรบภาคพื้นดิน (Land domain) 2) พื้นที่การรบทางน้ำ (Maritime domain) 3) พื้นที่การรบทางอากาศ (Air domain) และ 4) พื้นที่การรบในห้วงอวกาศ (Space domain) แต่ในปัจจุบันมีพื้นที่การรบใหม่นั่นคือ พื้นที่การรบทางไซเบอร์ (Cyber Domain) และที่สำคัญคือมิติการรบทางไซเบอร์นี้ได้เข้ามามีบทบาทในการเข้าควบคุมบังคับบัญชา (Command & Control) ในทุกมิติปฏิบัติการรบอีกด้วย

บทความนี้จะขอกล่าวถึงมิติการรบทางไซเบอร์ที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจ ทัศนคติ และพฤติกรรมของบุคคล หรือที่เรียกว่า การครอบงำทางไซเบอร์ (Cyber Dominance) ด้วยความสำคัญที่ว่า การทำสงครามในปัจจุบัน ศัตรูหรือกองทัพฝ่ายตรงข้าม ไม่จำเป็นต้องมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ล้ำสมัย มีประสิทธิภาพในการทำลายล้างสูงอีกต่อไป เพียงแค่สามารถเข้าครอบงำความคิด ทัศนคติของผู้คน ผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์คได้ ก็เท่ากับว่ากองทัพนั้นจะมีกองกำลังเพื่อทำการรบมากมายนับไม่ถ้วน ไม่ต้องผ่านการฝึกฝน ไม่ต้องเข้าห้องเรียน กำลังรบของกองทัพนั้นก็สามารถทำการรบ หรือโจมตีฝ่ายตรงข้ามได้อย่างพร้อมเพรียง ในพิกัด ตำแหน่ง และช่วงเวลาเดียวกันได้เลย ไม่มีการสูญเสียทางกายภาพ ไม่ต้องใช้งบประมาณในการซื้อยุทโธปกรณ์ราคาแพง เพียงแค่มีความสามารถและมีความเชี่ยวชาญในการใช้โซเชียลมีเดียเป็นอาวุธ (Weaponization of social media) ก็สามารถเอาชนะศัตรู ทำลายคู่แข่งได้อย่างง่ายดาย

สังคมไทยกำลังเผชิญการใช้โซเชียลมีเดียเป็นอาวุธ (Weaponization of social media) หมายถึง การเอาชนะกันด้วยสงครามวาทกรรมจากสื่อออนไลน์ ซึ่งแต่เดิมมีการนำมาใช้กับการปฏิบัติการทางทหารที่เรียกว่า IO หรือ Information Operation โดยการใช้สื่อโซเชียลเป็นอาวุธจะเป็นการใช้โครงข่ายอินเทอร์เน็ตและอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อสร้างจิตวิทยามวลชนและสร้างอิทธิพลต่อการตัดสินใจของฝ่ายตรงข้าม โดยกองทัพในลักษณะนี้จะต้องมี แม่ทัพที่เป็นผู้วางยุทธศาสตร์ เสนาธิการ ทำหน้าที่ควบคุมการรบ ครูฝึก ทำหน้าที่ฝึกพลรบให้มีความเชี่ยวชาญในการทำการรบบนพื้นที่ดิจิทัลทุกรูปแบบ พลรบ ซึ่งบางคนก็เข้าร่วมกองทัพด้วยความเชื่อและศรัทธามีอุดมการณ์เดียวกัน และยังมี ทหารรับจ้าง ที่เข้าร่วมสงครามเพื่อรายได้อยู่ด้วย กองทัพดังกล่าวจะมีผู้วางแผนการสื่อสารที่ชัดเจนว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง เมื่อมีแผนแล้วชุดความคิดดังกล่าวจะถูกนำไปดำเนินการต่อโดยนักสร้างสรรค์เนื้อหา (Content creators) โดยเนื้อหาที่นำเสนอจะต้องมีลักษณะที่โดนใจกลักลุ่มเป้าหมาย (Target audiences) โดยมุ่งเน้นไปที่ “ใหม่ และ ดีกว่า” ยกตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมของกลุ่มเยาวชนต่างๆ ในรอบปีที่ผ่านมา เยาวชนเหล่านี้จะถูกปลุกระดม โดยผู้วางแผนจะเลือกประเด็นต่างๆ ที่โดนใจกลุ่มเป้าหมายมานำเสนอ ปั่นกระแสให้ติดเทรนด์ เช่น การไม่ต้องเกณฑ์ทหาร ไม่ต้องใส่ชุดนักเรียน ต่อต้านเผด็จการ เรียกร้องความเท่าเทียม ยับยั้งการสืบทอดอำนาจ และอีกหลายเรื่องที่เป็นการยกเลิกสิ่งเก่าๆ เดิมๆ ที่เยาวชนรู้สึกเบื่อหน่าย

นอกจากการมีเนื้อหาที่โดนใจกลุ่มเป้าหมายแล้ว กองทัพดังกล่าวยังมีพลรบที่มีความคิดสร้างสรรค์ รู้จักการเลือกสรรถ้อยคำ กำหนดวิธีการว่าจะใช้สื่อประเภทไหน ภาพนิ่ง ภาพกราฟฟิก วิดีโอคลิป ใช้สื่อประเภทใดเมื่อไหร่ แต่ที่สำคัญที่สุดคือเนื้อหา (Content) ที่จะเผยแพร่ไปยังกลุ่มเป้าหมายนั้นจะมีลักษณะสร้างความแตกแยกเกลียดชัง (Hate speech) พลรบที่เข้าปฏิบัติการจะเตรียมพร้อมโต้ตอบ ยั่วยุ และหากมีใครเข้ามาแสดงความเห็น (Comment) พลรบเหล่านี้จะตอบโต้ด้วยถ้อยคำที่รุนแรงหยาบคาย เพื่อให้คนที่เข้ามาแสดงความเห็นนั้นเกิดความท้อถอยและเหนื่อยหน่ายที่จะต่อกรด้วย และในที่สุดก็จะถอยไปเอง จากนั้นพื้นที่ในโซเชียลมีเดียจะถูกยึดพื้นที่ด้วยข้อความและเนื้อหาที่พวกเขาเตรียมการมา จนสามารถติดเทรนด์ยอดนิยมได้ในที่สุด

วงจรสงครามโซเชียลมีเดียยังไม่จบลงเพียงเท่านี้ เมื่อเรื่องราวหรือเนื้อหาใด ๆ ติดเทรนด์เป็นกระแส ก็จะเป็นช่วงเวลาที่สื่อมวลชน (Press) และผู้มีอิทธิพลในสื่อออนไลน์ (Influencer) ที่เป็นทหารรับจ้างทำหน้าที่กระจายข้อมูล แตกประเด็นความคิด เลี้ยงกระแสให้ดังอย่างต่อเนื่อง เปิดช่องให้พลรบออนไลน์ของเขาได้เข้ามาทำการปฏิบัติการรบบนโซเชียลมีเดียอีกระลอก และหากประเด็นใด “ดัง” และ “ปัง” มากพอ สื่อหลักที่เป็นสื่อเก่า (Old media) เช่น รายการข่าวทางโทรทัศน์ จะหยิบยกประเด็นดังกล่าวออกมาเผยแพร่ซ้ำ กระจายไปยังกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขวางมากยิ่งขึ้นในกลุ่มที่ดูโทรทัศน์ ซึ่งปัจจุบันรายการข่าวบางรายการมีจุดขายในการทำรายการข่าวที่เป็นกระแสดังในโลกออนไลน์ จะมีการเชิญผู้ที่เป็นข่าวในโซเชียลมีเดียมาออกรายการ ซึ่งบางครั้งอาจไม่ได้มีการตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงรอบด้าน จึงเป็นการยึดพื้นที่ข่าวอีกทางหนึ่ง การปฏิบัติการรบทางสงครามโซเชียลมีเดียเช่นนี้เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า

ภายใต้แนวคิด “Weaponization of social media” ปัจจุบันมี Big Data เก็บรวบรวมข้อมูลไปประมวลและวิเคราะห์เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ ทำให้ทราบถึงพฤติกรรม รสนิยม ความคิด ความสนใจ ความเชื่อ ของคนในสังคมนั้น โซเชียลมีเดียทำให้เรารู้จักใครสักคน รู้ได้ว่าเราต้องพูดหรือสื่อสารอย่างไรให้เขาคล้อยตามเราได้ ลักษณะเดียวกันกับการปฏิบัติการจิตวิทยา มุ่งเข้าควบคุม ครอบงำทางความคิด ผ่านกระบวนการล้างสมอง (Brainwash) โดยใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือ ใช้เทคโนโลยีรบเชิงรุกครอบงำทางความคิด โดยอาศัยเครือข่ายในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะการปั่นกระแส ดร.นพดล กรรณิกา ผอ.สำนักวิจัยซูเปอร์โพล ได้ยกตัวอย่างจากการวิเคราะห์ข้อมูล กล่าวถึง 4 ข้อบ่งชี้ที่ระบุว่า เทรนด์ทวิตเตอร์นั้นสามารถปั่นได้ ดังนี้     1) เทรนด์ทวิตเตอร์ยอดนิยมติดอันดับต้นๆ มาจากต่างประเทศถึง 7 เท่า โดยปัจจุบันสามารถตรวจจับ Unique IP ได้ โดยต้นทางส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศ ยกตัวอย่างคำว่า What happen in Thailand มีจำนวนบัญชีในประเทศไทยเพียง 12,980 บัญชี แต่รวมบัญชีจากต่างประเทศถึง 2-3 ล้านบัญชี 2) มีการบูธ การปั่นจากบัญชีผู้ใช้ที่ไม่ระบุตัวตน (Avatar) โดย 1 บัญชีอวทาร์สามารถปั่นกระแสได้ถึงหลักแสน หลักล้าน โดยใช้เครื่องมือจากบริษัทโซเชียลมีเดียต่างชาติ 3) กราฟของเทรนด์ทวิตเตอร์ที่ปั่นกระแสจะไม่เป็นไปตามธรรมชาติ โดยในช่วงก่อนหน้าที่จะเริ่มมีการปั่นกระแสกราฟจะขึ้นมาทีละเล็กน้อย โดยจะพุ่งขึ้นถึงจุดพีคในจังหวะเวลาที่ได้กำหนดไว้แล้ว และจะตกลงเมาเท่ากับจำนวนที่ถูกกระตุ้น 4) โลกออนไลน์จะมีการเคลื่อนไหวเป็นหลักล้าน แต่เมื่ออยู่ในโลกความจริงเหลือหลักพัน เป็นอีกข้อบ่งชี้ว่าการปั่นเทรนด์ทวิตเตอร์สามารถทำได้

ทหารยุคใหม่ใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์รู้เท่าทันโซเชียลมีเดีย

          กองทัพบกในฐานะหน่วยงานความมั่นคงของชาติต้องสามารถรับมือกับภัยคุกคามในทุกรูปแบบ ซึ่งในปัจจุบันสงครามที่เกิดขึ้นเป็นสงครามลูกผสมหรือ Hybrid warfare ที่มีโซเชียลมีเดียเป็นอาวุธที่มีพลานุภาพสูง สามารถสร้างความแตกแยกเกลียดชัง บั่นทอน คุกคาม โจมตี สถาบันหลักของชาติ ดังนั้นทหารทุกนายจึงจำเป็นจะต้องเข้าใจ รู้เท่าทัน และสามารถใช้โซเชียลมีเดียเป็นอาวุธได้อย่างเชี่ยวชาญ มีประสิทธิภาพ และความความสุขสงบปรองดองของคนในชาติได้

นโยบายและเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของผู้บัญชาการทหารบกที่เกี่ยวข้องกับการสร้างการรับรู้และการใช้โซเชียลมีเดียของกำลังพลกองทัพบก ได้ระบุไว้ในแนวทางการปฏิบัติงานของกองทัพบก ปี 2563 โดยระบุอย่างชัดเจนว่า “…ให้ส่วนราชการ ทบ. ทุกหน่วย มีหน้าที่สำคัญที่ต้องสนับสนุนข้อมูลที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ทบ. ต่อทีมโฆษก ทบ. ให้ทันต่อสถานการณ์ เพื่อเป็นการดำรงรักษาภาพลักษณ์ที่ดีให้กับ ทบ. รวมทั้งการสร้างการรับรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง หรือมุ่งเน้นการให้ข้อเท็จจริงให้สาธารณชน และขจัดปัญหาการสร้างข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จ (Fake news) ที่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติภารกิจของ ทบ. นอกจากนั้น การประชาสัมพันธ์ของ ทบ. ให้มุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์ผลงานการช่วยเหลือประชาชนของกำลังและส่วนราชการ ทบ. มากกว่าการประชาสัมพันธ์กิจกรรมของผู้บังคับบัญชาชั้นสูง…”

จากแนวทางดังกล่าวศูนย์ประสานงานสารนิเทศ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก (ศปสท.ศปก.ทบ.) จึงได้กำหนดแนวทางในการปฏิบัติตามแนวคิด “ทหารยุคใหม่ใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์รู้เท่าทันโซเชียลมีเดีย” โดยดำเนินการในลักษณะการจัดการอบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เพื่อให้กำลังพลกองทัพบกตระหนักรู้ถึงภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่แฝงมากับโซเชียลมีเดีย สามารถใช้สื่อโซเชียลอย่างสร้างสรรค์ รู้เท่าทันโลกออนไลน์ ป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการใช้โซเชียลมีเดียอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ โดยจัดการบรรยายพิเศษให้กับ ผบ.หน่วย ระดับ ผบ.พล, ผบ.กรม, และ ผบ.พัน ให้ห้วงเดือนตุลาคม – ธันวาคม 63 มีการจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร “Train the trainer” ให้กับกองทัพภาคที่ 1-4 และ นศส. เพื่อให้กองทัพภาคได้จัดชุดวิทยากรไปเผยแพร่ความรู้ในหัวข้อ “ทหารยุคใหม่ใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์รู้เท่าทันโซเชียลมีเดีย” ให้แก่กำลังพล ทบ. จนไปถึงระดับทหารกองประจำการ นอกจากนี้ได้จัดการบรรยายพิเศษแก่โรงเรียนทหาร และโรงเรียนเหล่าวิทยาการ รวมไปถึงหน่วยขึ้นตรงและหน่วยที่ร้องขอการสนับสนุนการบรรยายพิเศษ จำนวน 20 หน่วยจำนวนผู้เข้ารับการอบรม 6,322 นาย ห้วงเวลาการปฏิบัติตั้งแต่ 6 ต.ค. – 23 ธ.ค. 63

บทส่งท้าย 

มาตรการเชิงรุกและมาตรการเชิงรับของนักรบ ทบ. ในสงครามโซเชียลมีเดีย มี 3 ประการคือ การสร้างการรับรู้ ในนโยบายการปฏิบัติของ ทบ. ในประเด็น พิทักษ์ราชัน ปกป้องประชา รักษาแผ่นดิน และ ทหารมีไว้ทำไม สามารถใช้สื่อออนไลน์ได้อย่างสร้างสรรค์ในการผลิตสื่อเพื่อการสื่อสารสู่สาธารณะ การสร้างภูมิคุ้มกัน ให้แก่กำลังพล ทบ. ทุกนาย ให้รู้เท่าทันสื่อออนไลน์ ไม่หลงตกเป็นเหยื่อ และ การป้องกันความเสี่ยง กำลังพลทุกนาย ต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา ร่วมกันป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้โซเชียลอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทั้งหมดนี้เพื่อมุ่งหวังให้กำลังพล ทบ. ได้ติดอาวุธทางปัญญาสามารถรับมือกับภัยคุกคามความมั่นคงของชาติได้ในฐานะ “นักรบ” ไม่ตกเป็น “เหยื่อ” เป็นเครื่องมือของศัตรูที่รบผ่านโลกออนไลน์///

ภาพประกอบบทความ (พิจารณาตามความเหมาะสม)

 

 

Contact Us

กองบัญชาการกองทัพบกถนนราชดำเนินนอก แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200

Tel: 0-2241-0404 Fax: 0-2280-2363

notice@rta.mi.th


11861718316439118617183164391186171831643911861718316439118617183164391186171831643911861718316439

Where are we?

Maps

Total Visitors

1064166